นักฟุตบอล กองหน้า
Uncategorized

ประวัติของ ลูคัส โพดอลสกี้ นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม

ลูคัส โพดอลสกี้ นักฟุตบอล กองหน้า

ประวัติ ลูคัส โพดอลสกี้ เกิด วันที่ 4 มิถุนายน 1985 ที่ กลีไวซ์ ประเทศโปแลนด์ สัญชาติ
เยอรมัน ส่วนสูง 182 เซนติเมตร นักฟุตบอล กองหน้า

ผู้ครอบครองรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำศึกฟุตบอลโลก 2006 พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเป็นหนึ่งในกองหน้าที่เด็ดขาดที่สุดของเยอรมันในยุคนี้ 

แม้ว่าจะไม่ค่อยได้รับโอกาสจากบาเยิร์น มิวนิค สังกัดเดิมซักเท่าไหร่ก็ตาม

ลูคัส โพอลสกี้ เป็นนักเตะที่เกิดในประเทศโปแลนด์เช่นเดียวกับ มิโรลาฟ โคเซ่ หัวหอกเพื่อนร่วมทีม 

แต่ได้ย้ายมาอยู่เยอรมันกับครอบครัวตั้งแต่อายุเพียง ขวบ ที่เมืองโคโลจน์

โพลดี้ เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ 6 ขวบในทีมเยาวชนของเอฟซี เบิร์กไฮม์ ก่อนจะย้ายมาร่วมโคโลญจน์ เมื่อปี 1995 ในฐานะนักเตะฝึกหัด

ซึ่งพรสวรรค์ของเขาได้ฉายแววออกมาอย่างโดดเด่น จนทำให้เหล่าสตาฟฟ์โค้ชของทีม “แพะบ้า” ตัดสินใจเรียกขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่เมื่อปี 2003

ฤดูกาลแรกกับ โคโญจน์ นั้น โพดอลสกี้ ทำได้ถึง 10 ประตูจากการลงสนาม 19 นัดแรกในทีมชุดใหญ่

และแม้ว่าจะไม่สามารถช่วยให้ต้นสังกัดรอดพ้นจากการตกชั้นได้ แต่ก็ทำให้เขากลายเป็นนักเตะวัย 18 ปี

ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของบุนเดสลีก้า

จากฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงดังกล่าวทำให้ โพดอลสกี้ ถูกเรียกติดทีมชาติเยอรมันในศึกยูโร 2004

และได้รับความสนใจจากหลายสโมสรชื่อดังจำนวนมาก

แต่เขาก็ยังปักหลักอยู่ช่วยทีม “แพะบ้า” ต่อไป ก่อนจะช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นกลับมาเล่นในลีกสูงสุดของเมืองเบียร์ได้อีกครั้ง

พร้อมกับคว้าตำแหน่งดาวซัลโว ลีก้า 2 ไปด้วยจำนวน 24 ประตู

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ โคโลญจน์ ตกชั้นอีกครั้งในฤดูกาล 2006 หัวหอกเลือดโปล์ ก็ได้ตัดสินใจอำลาทีม

และย้ายไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่จากแคว้นบาวาเรีย ด้วยค่าตัวราว 10 ล้านยูโร (ประมาณ 500 ล้านบาท)
โดยเขาลงสนามในบุนเดสลีก้าเกมแรกให้กับ “เสือใต้” เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2006 ในเกมที่ชนะ ดอร์ทมุนด์ 2-0 ก่อนจะยิงประตูแรกได้ในลีก

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ในปีเดียวกัน และช่วยให้ทีมชนะแฮร์ธ่า เบอร์ลิน 4-2

สถานการณ์ในถิ่นอลิอันซ์ อารีน่า ของ โพลดี้ ยังไม่ดีขึ้นในฤดูกาล 2007-08 เนื่องจาก บาเยิร์น ได้สองกองหน้าใหม่มาร่วมทีม

นั่นคือ โคลเซ่ และ ลูก้า โทนี่ หัวหอกแชมป์โลกที่ย้ายมาจากฟิออเรนติน่า
และทั้งสองคนก็ประสานงานกันได้เป็นอย่างดีโดยมี ฟรองค์ ริเบรี่ เพลย์เมกเกอร์ชาวฝรั่งเศส เป็นตัวปั้นเกม และนั่นก็ทำให้ โพดอลสกี้ ต้องหลุดไปเป็นตัวสำรองโดยปริยาย

แม้จะไม่ค่อยได้ลงเล่นเป็นตัวจริงมากนักในซีซั่นที่ผ่านมา และทำได้แค่ 5 ประตูจากการลงสนาม 24 นัดในลีก แต่ โพลดี้ ก็ยังเป็น 1 ใน 23 นักเตะที่ โยอาคิม เลิฟ กุนซือทีมชาติเยอรมัน เลือกไปสู้ศึกยูโร 2008 อยู่ดี

ทั้งนี้ โพดอลสกี้ ติดทีม “อินทรีเหล็ก” ครั้งแรกหลังจากที่ฉลองวันเกิดครบ 19 ปีได้เพียง 2 วัน โดยเขาถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองในเกมที่พบกับ โปรตุเกส ในขณะที่ ประตูแรกกับทีมชาติเยอรมันของเขา
เกิดขึ้นในเกมนัดกระชับมิตรที่บุกมาถล่มทีมชาติไทย 5-1ในวันที่ 21 ธ.ค. 2004 โดยเขาเหมาคนเดียว 2 ประตู

การแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในนามทีมชาติของ โพดอลสกี้ เกิดขึ้นในศึกเวิลด์ คัพ 2006 เมื่อเขาทำจบทัวร์นาเมนต์ด้วยการทำ 3 ประตู และคว้าตำแหน่งรองดาวซัลโวร่วมของทัวร์นาเมนต์ต่อจาก โคลเซ่  ได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม

การทำประตูในนามทีมชาติของหัวหอกวัย 23 ปี ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และในศึกยูโร 2008 รอบคัดเลือก เขาก็กดคนเดียวถึง 4 ประตูในเกมที่ถล่มสมันน้อยอย่าง ซาน มาริโน่ 13-0

ในรอบสุดท้ายของศึกยูโร 2008 ไม่มีใครคิดว่า “โพลดี้” ซึ่งเข้าๆ ออกๆ จาก 11 คนแรกใน บาเยิร์น มิวนิค จะกลายเป็นคีย์แมนที่อินทรีเหล็กขาดไม่ได้ ทว่าเขาอาจเกิดมาเพื่อรายการใหญ่โดยเฉพาะ ซึ่งในฟุตบอลโลก 2006 ก็ฉายแววเด่นจนซิวรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยม มาครั้งนี้ก็จัดการกดไป 3 เม็ดในรอบแรก

ก่อนถวายพานให้ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เบิกร่องในเกมบี้ โปรตุเกส แบบเร้าใจ

ในฤดูกาล2008/09 โพดอลสกีได้ลงสนามให้กับทีมเสือใต้ทั้งหมดทุกรายการ 31 นัดเท่านั้น ซึ่งดีกรีนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมอย่างเขาไม่สามารถทนต่อสภาพตัวสำรองที่เป็นอยู่ได้ จนในที่สุดเขาก็ได้ย้ายกลับไปยังทีม “แพะบ้า” โคโลญจ์ ทีมที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาเป็นทีมแรกอีกครั้ง

ติโม แวร์เนอร์ timo werner
Uncategorized

ติโม แวร์เนอร์ timo werner

ติโม แวร์เนอร์ timo werner ประวัติส่วนตัว

ติโม แวร์เนอร์ timo werner (เกิด 6 มีนาคม 1996) สถานที่เกิด : สตุ๊ตการ์ต, ประเทศเยอรมัน สัญชาติ เยอรมัน ส่วนสูง 181 เซนติเมตร สโมสรปัจจุบัน ไลป์ซิก นักฟุตบอลอาชีพในตำแหน่งกองหน้า อดีตเด็กปั้นอคาเดมี่ของ สตุ๊ตการ์ต
ซึ่งปัจจุบันลงเล่นให้กับสโมสร ไลป์ซิก และ ทีมชาติเยอรมัน

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

สตุ๊ตการ์ต

เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับสโมสร สตุ๊ตการ์ต เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2013 ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือก พบกับทีม โบเตฟ พลอฟดิฟ ด้วยวัยเพียง 17 ปี 4 เดือนกับอีก 25 วันเท่านั้น ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในแมตช์เป็นทางการให้กับทีมบุนเดสลีก้าอย่าง “ม้าขาว”

แวร์เนอร์ ลงสนามในศึกบุนเดสลีก้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2013 พบกับ เลเวอร์คูเซ่น ต่อมาในวันที่ 22 กันยายน 2013 เขาสามารถเปิดสกอร์แรกบนลีกสูงสุดในเกมที่เผชิญหน้ากับทางด้าน ไอทรัคต์ แฟร้งค์เฟิร์ต หลังจากนั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน เขามีส่วนช่วยให้ทีมเอาชนะ ไฟร์บวร์ก 3-1 ด้วยการซัดประตูช่วง 2-0 และ 3-1 นั่นทำให้เขากลายเป็นดาวเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีก้า ที่สามารถยิงสองประตูในเกมเดียวกันได้
ตลอด 3 ปีกับสโมสร แวร์เนอร์ ซัดไปทั้งสิ้น 13 ประตูจาก 95 เกมลีกที่ลงสนาม ก่อนจะถูกทางด้านของ ไลป์ซิก ทีมน้องใหม่ไฟแรงคว้าตัวไปเสริมทัพก่อนลุยศึกบุนเดสลีก้าของฤดูกาล 2016-17

ไลป์ซิก

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2016 แวร์เนอร์ ตกลงเซ็นสัญญาระยะยาว 4 ปีกับทีม ไลป์ซิก โดยมีค่าตัวอยู่ที่ 10 ล้านยูโร (ประมาณ 388 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติการย้ายตัวสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย

เขาปิดฉากฤดูกาล 2016-17 ด้วยผลงานอันสุดยอด ซัดไปทั้งสิ้น 21 ประตูจาก 31 เกมลีกที่ลงเล่น และนั่นทำให้เขาถูกเรียกติดทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่เข้าจนได้

เส้นทางในระดับทีมชาติ

 

แหล่งที่มา  sport-idol

คิลิย็อง เอ็มบัปเป้
Uncategorized

ประวัตินักบอล คิลิย็อง เอ็มบัปเป้

คิลิย็อง เอ็มบัปเป้ นักกีฬาฟุตบอลถือว่าเป็นอีกหนึ่งไอดอลของเด็กยุคนี้ ทั้งความเก่งกาจในสนามและคาแรคเตอร์นอกสนามทำให้นักฟุตบอลมีสถานะไม่แตกต่างจากเซเลป ซุปตาร์เลยก็ว่าได้ หลังจากประเทศฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์โลกหนล่าสุดไปทำให้นักฟุตบอลหลายคนเป็นที่จับตามองขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือ คิลิย็อง เอ็มบัปเป้ กองหน้าวัยรุ่นที่แจ้งเกิดเต็มตัวจากฟุตบอลโลกคราวนี้ เค้าเป็นใคร

ชื่อนี้หากเป็นในฝรั่งเศส เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักเนื่องจากเค้าเป็นส่วนสำคัญประการหนึ่งทำให้ฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกมาครองได้ แต่หากเป็นคนอื่นอาจจะเกาหัวนิดหน่อย
นายคนนี้เกิดเมื่อเดือนธันวาคม 1998 เริ่มเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้าแล้วพัฒนาตัวเองเรื่อยมาจนกลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่น่าจับมองมากที่สุดก่อนจะขึ้นแท่นแชมป์โลกร่วมกับประเทศฝรั่งเศสบ้านเกิดของเค้าเอง

เส้นทางฟุตบอล
เส้นทางฟุตบอลของเด็กคนนี้ต้องย้อนไปตั้งแต่ยังเด็กเลย เค้าฝึกฝนกับพ่อของเค้าจากนั้นก็เล่นให้ทีมสมัครเล่นอย่าง เอเอส บรูงดี้ ทีมที่พ่อของเค้าเป็นคนฝึกเองนั่นแหละ
ตอนนั้นเค้าได้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่จนทำให้สโมสรใหญ่ในประเทศต่างรุมจีบเพื่อจะคว้าตัวไปให้ได้ สุดท้ายกลายเป็น โมนาโก สโมสรในประเทศคว้าตัวเค้าไปเล่นในระดับเยาวชนจนได้ ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเค้าโดดเด่นจนทำให้เจ้าตัวสามารถยกระดับตัวเองมาเล่นทีมชุดใหญ่ของโมนาโกได้เลย

หลังจากเล่นกับทีมสำรองโมนาโกมาถึงสองปี โอกาสของเค้าก็ถึง เมื่อเค้าได้มีโอกาสลงเล่นทีมชุดใหญ่ของโมนาโก เค้าได้ลงสนามเล่นเกมลีค เอิงซึ่งเป็นลีคใหญ่สุดของประเทศเดือนธันวาคม 2015 ซึ่งตอนนั้นเค้ามีอายุเพียงแค่ 16 ปีกว่าๆ เท่านั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น คิลิย็อง เอ็มบัปเป้ ยังได้ทำลายสถิติการลงสนามอายุน้อยสุดเดิมของเธียร์รี่ อองรี่ สตาร์ลูกหนังฝรั่งเศสรุ่นพี่อีกด้วย

ดาวรุ่ง พุ่งทะยานฟ้า
หลังจากลงสนามเกมแรกไปแล้ว เค้าก็เหมือนดาวรุ่งพุ่งทะยานฟ้าที่ไม่ว่าอะไรก็มาหยุดไม่อยู่ เค้าพังตาข่ายเป็นว่าเล่น เค้าเล่นในตำแหน่งกองหน้าที่เหมือนเพชรฆาตผู้ซึ่งผ่านสังเวียนมายาวนาน จำนวนประตู จำนวนแอสซิสต์ จำนวนแฮตทริค (การยิงได้ 3 ประตูในเกมเดียว) เป็นสถิติที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับนักเตะที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ

ล่าสุดเจ้าตัวได้ย้ายทีมไปร่วมกับ เหล่าสตาร์ระดับประเทศอย่าง ปารีส แซงแชกแมงค์ ทีมเงินถุงเงินถังประจำลีก แม้ว่าในตำแหน่งของเค้าจะมีนักเตะมากความสามารถมากมายคอยแย่งตำแหน่ง แต่สุดท้าย เค้าก็ได้ลงเล่นเป็นประจำอยู่ดีรวมถึงคว้าแชมป์มามากมายกับทีมอีกด้วย ด้วยวัยของเค้าเชื่อว่าคงมีอีกหลายแชมป์ที่เค้าจะคว้าได้

 

แหล่งที่มา    yanokisho

ฮัลร็อบสัน-คานู
Uncategorized

ฮัล ร็อบสัน-คานู Hal Robson-Kanu

ฮัล ร็อบสัน-คานู Hal Robson-Kanu นักเตะสโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิขอัลเบียน

 

ฮัล ร็อบสัน-คานู นักฟุตบอล​ชาวเวลส์เชื้อสายไนจีเรีย ลงเล่นในตำแหน่งกองกลางหรือกองหน้า ปัจจุบันสังกัดสโมสรเวสต์บรอมมิช อัลเบียน ในพรีเมียร์ลีก

และเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลทีมชาติเวลส์​ชุดที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส​ วิกิพีเดีย
เกิดเมื่อ 21 พฤษภาคม 2532 (อายุ 30 ปี), Acton, ลอนดอน, สหราชอาณาจักร
ความสูง 1.85 ม น้ำหนัก 83 kg เริ่มเข้าสู่วงการ พ.ศ. 2550

 

ประวัติการค้าแข้ง

ร็อบสัน-คานู เกิดที่แอ็คตันในกรุงลอนดอน และเริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งกับ อาร์เซน่อล สมัยที่ยังเป็นนักเรียนด้วยวัย 10 ขวบ แต่หลังจากนั้น

ร็อบสัน-คานู ก็ถูกปล่อยตัวออกจากสโมสร ในวัย 15 ปี เขาได้ย้ายมาร่วมทัพ เร้ดดิ้ง ด้วยการชักชวนของ แบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอะคาเดมี่อยู่ในเวลานั้น

หลังจากผ่านการฝึกหัดจากอะคาเดมี่ ร็อบสัน-คานู เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ เร้ดดิ้ง ในเดือนกรกฎาคม 2007 ด้วยระยะเวลา 2 ปี และในที่สุด

เขาก็ได้โอกาสรับใช้ทีมชุดใหญ่ของ “เดอะ รอยัล” เป็นครั้งแรก ในรายการ พีซ คัพ ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการลงเตะกับ ริเวอร์ เพลท และ ชิมิซึ เอส-พัลส์

สำหรับเกมอย่างเป็นทางการนั้น ร็อบสัน-คานู กลับได้รับโอกาสลงสนามกับ เซาธ์เอนด์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรแรก ด้วยสัญญายืมตัวมาจาก เร้ดดิ้ง

ในฤดูกาล 2007-08 ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาในครึ่งหลังในนัดที่บุกเสมอ เลย์ตัน โอเรียนท์ 2-2 ต่อมา ร็อบสัน-คานู ก็ยิงประตูแรกในการค้าแข้งอาชีพให้กับตัวเองได้ในนัดที่พบกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์

ในฤดูกาล 2008-09 ร็อบสัน-คานู ถูกปล่อยตัวไปให้กับ เซาธ์เอนด์ ยูไนเต็ด ยืมตัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขามีโอกาสลงสนามแค่ 6 นัด และทำประตูได้เพียงลูกเดียว หลังจากนั้นก็เป็น สวินดอน ทาวน์ ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาในช่วงที่เหลือของฤดูกาลเพื่อขอยืมเขาไปเล่น

กว่าจะได้ลงสนามอย่างเป็นทางการในนามของ เร้ดดิ้ง สโมสรที่ปลุกปั้น ร็อบสัน-คานู มา เขาต้องรอถึงฤดูกาล 2009-10 เลยทีเดียว ซึ่งในฤดูกาลนี้ ร็อบสัน-คานู ได้รับโอกาสลงเล่นทั้งสิ้น 17 นัด แต่ไม่สามารถทำประตูได้เลย

ประตูแรกของ ร็อบสัน-คานู อย่างเป็นทางการให้กับ “เดอะ รอยัล” เป็นประตูจากศึกลีก คัพ ที่พบกับ นอร์ทแธมป์ตัน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2010 ซึ่งในฤดูกาล 2010-11 นี้ เขาลงสนามช่วยทีมไปทั้งหมด 29 นัด และยิงได้ 5 ประตู

ต่อมาในฤดูกาล 2011-12 ร็อบสัน-คานู กลายเป็นกำลังสำคัญของทีม เมื่อมีโอกาสลงสนามถึง 36 นัด และยิงได้ 4 ประตู ช่วยให้ เร้ดดิ้ง เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

และในฤดูกาล 2012-13 ร็อบสัน-คานู ก็ยังคงได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ “เดอะ รอยัล” รอดพ้นการตกชั้นไปได้

ฤดูกาล 2013-14 เร้ดดิ้ง ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ในศึกแชมเปี้ยนชิพ ซึ่งในยุคนี้มี ไนเจล แอดกิ้นส์ เป็นผู้จัดการทีม แต่ ร็อบสัน-คานู ก็ยังคงได้รับความไว้วางใจเหมือนเดิม เมื่อได้ลงสนามถึง 36 นัดในทุกรายการ และยิงประตูได้ทั้งหมด 4 ลูก

ร็อบสัน-คานู เป็นตัวหลักของ “เดอะ รอยัล” มาโดยตลอด ทั้งในฤดูกาล 2014-15 และฤดูกาลล่าสุด (2015-16) แต่เขาอาจจะโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีนัก เมื่อลงสนามทั้งสองฤดูกาลรวมกันทังหมด 57 นัด

แต่ยิงประตูได้แค่ 4 ลูกเท่านั้น ทำให้ต้นสังกัดตัดสินใจไม่ยื่นสัญญาฉบับใหม่แก่เขา ดังนั้น ร็อบสัน-คานู จึงเป็นนักเตะไร้สังกัดมาถึงปัจจุบันนี้

สำหรับในระดับทีมชาติ ร็อบสัน-คานู ลงเล่นในนามทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่เขาเกิด ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2007 ในนัดที่ “สิงโตน้อย” พบกับทีมชาติเยอรมัน

ต่อมาในปี 2009 เขาก็ถูกเรียกไปติดทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในนัดที่พบกับ มอนเตเนโกร

แต่แล้วในปี 2010 ร็อบสัน-คานู ก็เลือกที่จะเปลี่ยนไปเล่นทีมชาติเวลส์ตามเชื้อสายของย่า เขาถูกเรียกติดทีม “มังกรแดง” รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ครั้งแรก ในนัดอุ่นเครื่องกับ ออสเตรีย เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2010 และเพียงแค่ 5 วันถัดมา ร็อบสัน-คานู ก็ได้รับโอกาสลงเล่นให้กับทีมชาติเวลส์ชุดใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนตัวลงมาแทน โรเบิร์ต เอิร์นชอว์

ในช่วงครึ่งหลังในนัดที่พ่ายแพ้ต่อ โครเอเชีย 0-2 ร็อบสัน-คานู ยิงประตูแรกในนามทีมชาติเวลส์ได้ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2013 ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป ที่บุกไปเอาชนะ สก็อตแลนด์ ได้ถึงถิ่น 2-1

ศูนย์หน้าวัย 27 ปี รายนี้ ประสบความสำเร็จพา เวลส์ ผ่านเข้าสู่ศึกยูโร 2016 ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในรอบคัดเลือก และในศึกยูโร 2016 รอบสุดท้ายนี้ ร็อบสัน-คานู ยิงประตูแรกให้กับตัวเขาเองได้ในนัดที่เฉือน สโลวาเกีย 2-1 ซึ่งเป็นนัดเปิดสนามของทีม “มังกรแดง” อีกด้วย

และล่าสุด ในศึกยูโร 2016 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ร็อบสัน-คานู ยิงประตูให้กับทีมชาติเวลส์ได้เป็นลูกที่สองของตัวเขาเอง และเป็นประตูที่สุดคลาสสิค หลังจากที่เขาล็อคบอลหลบ 3 กองหลังของเบลเยี่ยมด้วยท่า “ครัฟฟ์ เทิร์น” และยิงผ่านมือ ติบอร์ คูร์ตัวร์ เข้าไปแบบไม่พลาด ส่งผลให้ “มังกรแดง” บินผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ…

เปาโล ดีบาล่า
Uncategorized

เปาโล ดีบาล่า Paulo Dybala นักเตะสโมสรยูเวนตุส

เปาโล ดีบาล่า ประวัติ Paulo Dybala เชื้อชาติ อาร์เจนติน่า เกิด15 พฤศจิกายน 1993

 

เปาโล ดีบาล่า สถานที่เกิด ลากูน่า ลาร์ก้า, กอร์โดบ้า, อาร์เจนติน่า ตำแหน่ง กองหน้า สโมสร ยูเวนตุส

ปู่ของเขา โบเลสลาฟ ดีบาล่า มาจากหมู่บ้านในเมืองคราสนิออฟ ประเทศโปแลนด์ นอกจากนี้ย่าของเขาก็มีเชื่อสายอิตาเลียน มาจากเมืองเนเปิ้ลส์

ประวัติค้าแข้ง
อินสติตูโต้ เดอ กอร์โดบ้า 2011-2012

ดีบาล่าประเดิมสนามระดับอาชีพครั้งแรกในศึกพริเมร่า บี นาซิอองนาล (ดิวิชั่นสองของลีกอาร์เจนติน่า) กับสโมสรบ้านเกิดของเขาอย่าง อินสติตูโต้ เดอ กอร์โดบ้า ในวัยแค่ 17 ปี ลงเล่นทั้งหมด 40 นัด ซัดไป 17 ประตู ทำลายสถิติดาวซัลโวอายุน้อยที่สุดของ มาริโอ เคมเปส แถมยังเป็นคนแรกที่ลงเล่นในเกมลีกอาชีพทั้ง 38 นัด ทำลายสถิติของเคมเปสคนเดิม และยังทำได้สองแฮทริคในซีซั่นเดียว บวกกับยิงประตูติดต่อกันถึง 6 นัด ก้าวข้ามสถิติเดิมที่ทำไว้ 4 นัด

ปาแลร์โม่ 2012-2015

เมาริซิโอ ซามปารินี่ ประธานสโมสรปาแลร์โม่ ประกาศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2012 ว่าได้จัดการเซ็นสัญญาดีบาล่าไปร่วมทีมเป็นที่เรียบร้อย “เราได้ตัวเปาโล ดีบาล่า หรือ เซร์คิโอ อเกวโร่ คนใหม่” ต่อมาในวันเดียวกัน โฮเซ่ โตซ์ เลขานุการสโมสรอินสติตูโต้ เผยว่าคนที่เจรจาดีลนี้กับปาแลร์โม่ ไม่มีอำนาจที่จะขายดีบาล่าให้ใคร

ทว่าต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2012 ปาแลร์โม่ก็ได้แถลงข่าวยืนยันการเซ็นสัญญากับดีบาล่า เป็นระยะเวลา 4 ปี กับสโมสรแห่งเกาะซิซิลี ลงประเดิมสนามนัดแรกให้ทีม “โรซาเนโร่” ในเกมเซเรีย อา ในเกมกับลาซิโอ ซัดประตูแรกและประตูที่สองในลีกอิตาลีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2012 เมื่อเปิดบ้านเอาชนะซามพ์โดเรียไป 2-0

ดีบาล่าระเบิดฟอร์มครึ่งแรกของซีซั่น 2014-2015 ซัดไป 10 ประตู จับคู่สร้างผลงานน่าเกรงขามกับหัวหอกลูกครึ่งอาร์เจนไตน์-อิตาเลี่ยน อย่าง ฟรังโก้ วาซเกซ และเริ่มมีข่าวกับสโมสรระดับท็อปในยุโรป จบซีซั่นทำได้ 13 ประตู กับอีก 10 แอสซิสต์ เป็นหนึ่งในผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดของสโมสร

ยูเวนตุส 2015-ปัจจุบัน

4 มิถุนายน 2015 ยูเวนตุสประกาศเซ็นสัญญาคว้าตัวดีบาล่าไปร่วมทีมเป็นระยะเวลา 5 ปี ด้วยค่าตัว 32 ล้านยูโร (บวกเพิ่มเติมอีก 8 ล้านยูโร) ได้รับเสื้อหมายเลข 21 ซึ่งเป็นเบอร์เก่าของ อันเดรีย ปิร์โล่ ที่เพิ่งย้ายออกไป ลงประเดิมสนามนัดแรกในวันที่ 8 สิงหาคม ถูกเปลี่ยนตัวกับคิงสลีย์ โกม็อง ในเกมกับลาซิโอ นาทีที่ 61 ของศึกซุปเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า

ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2015 ก็ได้ลงเล่นเกมที่สองในลีก และทำประตูในลีกลูกแรกได้ในนาทีที่ 87 ช่วยทีมเอาชนะโรม่า 2-1 ตามมาด้วยประตูแรกของเขาในศึกโคปปา อิตาเลีย ที่เอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองอย่างโตริโน่ไป 4-0 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม

ทีมชาติ
ด้วยความที่เป็นพลเมืองของสองประเทศ ดีบาล่าจึงสามารถเลือกเล่นได้ดับทั้งโปแลนด์และอิตาลี แต่เคยได้บอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าเขาฝันที่จะรับใช้ทีมชาติอาร์เจนติน่ามาตลอด แม้จะเลือกเป็นตัวแทนให้ทีม “ฟ้าขาว” แต่ดีบาล่ายังคงมีสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับประเทศบ้านเกิดของปู่ของเขา ซึ่งเปรียบเสมือนสายเลือดของครอบครัว

ดีบาล่าถูกเรียกตัวติดทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดยู-17 ลงทำศึก XVI แพน อเมริกัน เกมส์ แต่ท้ายที่สุดเขากลับไม่ได้มีส่วนร่วมในการแข่งขันดังกล่าว จนเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2012 ก็ถูกเรียกติดทีมชาติชุดยู-20 เป็นครั้งแรก แต่เขากลับปฏิเสธคำเชิญนั้นไป

22 กันยายน 2015 เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกโดย เคราโด้ มาร์ติโน่ แต่กว่าจะได้ลงประเดิมสนามก็ต้องรอถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2015 โดยถูกเปลี่ยนตัวลงสนามแทนคาร์ลอส เตเบซ ในนาทีที่ 75 ของศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก ที่เจอกับปารากวัย…

อันเดรีย เบล็อตติ
Uncategorized

อันเดรีย เบล็อตติ Andrea Belotti

อันเดรีย เบล็อตติ (เกิด 20 ธันวาคม 1993) สถานที่เกิด กัลซิเนเต้, ประเทศอิตาลี นักฟุตบอลอิตาเลี่ยน

ผู้ที่เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าให้กับสโมสร โตริโน่ และทีมชาติ อิตาลี เขามีชื่อเล่นว่า “อิล กัลโล่” หรือ “เจ้าไก่งวง” เบล็อตติ เริ่มต้นค้าแข้งกับทีม อัลบิโน่เลฟเฟ่ ก่อนจะย้ายไปซบ ปาแลร์โม่ และสามารถพาทีมคว้าแชมป์ เซเรีย บี ในฤดูกาล 2013-14 ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ถูกดึงตัวไปเล่นให้กับ โตริโน่ ในปี 2015

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

อัลบิโน่เลฟเฟ่

ก้าวแรกของเขาในฐานะนักฟุตบอล เริ่มต้นที่โรงเรียนวาทศิลป์แห่งกอร์ลาโก้ หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการทดสอบฝีเท้ากับ อตาลันต้า เบล็อตติ ได้ตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับ อัลบิโน่เลฟเฟ่ และถูกส่งให้ไปร่วมฝึกในระบบเยาวชนของสโมสร ต่อมาเขาได้รับโอกาสลงสนามเปิด

ตัวอย่างเป็นทางการกับชุดใหญ่ในฤดูกาล 2011-12 ซึ่งเขาสามารถยิงได้ 2 ประตูจาก 8 เกมที่ลงเล่นใน เซเรีย บี ขณะเดียวกันก็ควบตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมเยาวชนในซีซั่นนั้นด้วย
ในฤดูกาลต่อมา เขาก็ถูกขยับขึ้นไปเล่นให้กับทีมชุดใหญ่เต็มตัว และลงสนามทั้งสิ้น 31 เกมในศีก ลีก้า โปร แถมซัดไปเน้นๆ 12 ประตู โดยในซีซั่นนั้นเองได้มีกองหลังนามว่า “เมาโร เบล็อตติ” อยู่ด้วย จึงทำให้ อันเดรีย มีชื่อเล่นว่า “เบล็อตติโน่” เพื่อสะดวกต่อการเรียกผู้เล่นทั้งสองคน

ปาแลร์โม่
ในวันที่ 2 กันยายน 2013 เขาย้ายไปเล่นให้กับสโมสร ปาแลร์โม่ ในฐานะนักเตะยืมตัว โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500,000 ยูโร (ประมาณ 19.1 ล้านบาท) และมีเงื่อนไขซื้อขาดอยู่ที่ 2.5 ล้านยูโร (ประมาณ 95.4 ล้านบาท) เบล็อตติ ลงสนามเปิดตัวให้กับทีมเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2013 ด้วยการเป็นตัวสำรองเปลี่ยนแทน ดาวิเด้ ดิ เกนนาโร่ ในเกมที่พบกับ บารี่

เบล็อตติ ซัดสกอร์แรกให้กับทีมในวันที่ 5 ตุลาคม 2013 ซึ่งเป็นการพบกับ เบรสชา และสามารถพาทีมเลื่อนสู่ลีกสูงสุดได้อีกด้วย เขาจบฤดูกาลด้วยการซัดไป 10 ประตูในลีก

เขาลงเล่นบนลีกสูงสุดครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2014 ในวัย 20 ปี โดยลงเล่นเป็นตัวสำรองลงสนามแทน เปาโล ดีบาล่า ในแมตช์ที่เปิดรังเสมอ ซามป์โดเรีย 1-1 หลังจากนั้น เบล็อตติ สามารถซัดสองประตูบน กัลโช่ เซเรีย อา จากการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมเยือน
นาโปลี 3-3 ซึ่งจบฤดูกาลนั้นเขาลงสนามทั้งสิ้น 38 เกม (ส่วนใหญ่เป็นสำรอง) และยิงได้ทั้งหมด 6 ประตู

โตริโน่
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2015 เขาได้ตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับสโมสร โตริโน่ ด้วยค่าตัวจำนวน 7.5 ล้านยูโร (ประมาณ 19.1 ล้านบาท) เบล็อตติประเดิมสกอร์แรกให้ทีมเอาชนะ โบโลญญ่า 2-0 จนกระทั่งจบฤดูกาล เขายิงไปทั้งสิ้น 12 ประตูจาก 35 เกมที่ลงเล่น โดยเป็นการซัด 7 ลูกในครึ่งซีซั่นหลัง
เบล็อตติ เริ่มต้นฤดูกาล 2016-17 ด้วยการประเดิมสกอร์ใส่ เอซี มิลาน แต่ทีมก็แพ้ไป 2-3 ซึ่งต่อมาในวันที่ 28 สิงหาคม 2016 เขาสามารถซัดแฮตทริคแรกในอาชีพการค้าแข้ง

จากเกมที่เปิดรังถล่ม โบโลญญ่า 5-1 จากผลงานการเล่นที่ยอดเยี่ยมทำให้สโมสรมอบรางวัล ด้วยการขยายสัญญาอยู่ยาวกับทีมไปถึงปี 2021 และตั้งค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 100 ล้านยูโร (ประมาณ 3,815 ล้านบาท) แถมต้องเป็นสโมสรนอกประเทศเท่านั้นถึงจะย้ายได้

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2017 เบล็อตติ ได้รับโอกาสสวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นครั้งแรกให้กับ ปาแลร์โม่ ซึ่งเขาสามารถทำแฮตทริคที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของ เซเรีย อา นับตั้งแต่ที่เคยทำไว้เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2000 (7 นาที 15 วินาที) ทุบสถิติของ อันเดรย์ เชฟเชนโก้

ต่อมาเขากลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่อายุต่ำกว่า 24 ปีและซัดไป 24 ประตูในฤดูกาลเดียว นับตั้งแต่ที่ เชฟเชนโก้ ทำไว้เมื่อปี 1999-00 เบล็อตติ จบซีซั่น 2016-17 ด้วยการซัด 26 ประตูในลีกและสองประตูใน โคปปา อิตาเลีย

เกียรติประวัติ
สโมสร ปาแลร์โม่ – แชมป์ เซเรีย บี : 2013-14

 

แหล่งที่มา   sport-idol

อังเดร์ เอร์เรร่า
Uncategorized

อันเดร์ เอร์เรร่า นักเตะสโมสรฟุตบอลปารีส

 

อันเดร์ เอร์เรร่า พอล สโคลส์ อดีตกองกลางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่าอันเดร เอร์เรรา เป็นนักเตะที่คุ้มค่าที่สุดที่หลุยส์ ฟาน กัล คว้าตัวมาร่วมทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์

เกิดที่เมือง บิลเบา
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1989
สถานที่เกิด : บิลเลา , สเปน
ส่วนสูง : 182 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง
สโมสรปัจุบัน : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ก่อนที่จะเข้าร่วมอเคเดมี่ของ เรอัล ซาราโกซ่า ที่ซึ่งเปรียบเสมือนโรงเรียนสอนฟุตบอลที่คอยปลุกปั้น เอร์เรร่า ให้สามารถยืนหยัดในวงการฟุตบอลได้ ขณะเดียวกันเจ้าหนูมหัศจรรย์คนนี้ก็โชว์

ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมช่วยทีมที่คอยชุบเลี้ยง เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดของศึกลูกหนังสเปนในปี 2009 ได้สำเร็จ

สองปีต่อมา เอร์เรร่า ย้ายมาเล่นให้กับแอตเลติก บิลเบา ด้วยค่าตัว 6.6 ล้านปอนด์ ( ประมาณ 356.4 ล้านบาท ) ในวันเกิดของเขา ด้วยฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงที่ ซาน มาเมส ส่งผลให้ เอร์เรร่า ได้รับการยกย่องจากแฟนบอลบิลเบา ให้เป็นหนึ่งในยอดกองกลางสามทหารเสือร่วมกับ

ออสการ์ เด มาร์กอส และ อันเดร์ อิตูร์ราสเป้ เพื่อนร่วมทีม อีกทั้ง เอร์เรร่า ถือเป็นกำลังพลคนสำคัญที่ช่วยให้ บิลเบา ตีตั๋วไปเล่นแชมเปี้ยนลีกได้สำเร็จในฤดูกาลแรกที่เขาร่วมทีม

ชีวิตคนเราไม่ได้สวยหรูเหมือนถูกโปรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เอร์เรร่า ก็เช่นเดียวกัน ช่วงฤดูกาล 2012/2013 ถือเป็นช่วงชีวิตที่ยากลำบากของกองกลางพรสวรรค์รายนี้

เนื่องจากได้รับอาการบาดเจ็บรบกวนเกือบทั้งฤดูกาล แถมสถานการณ์ของสโมสรต้นสังกัดต้องมาอยู่ในโซนตกชั้น อีกทั้งผู้เล่นเก่งๆในทีมต่างพากันย้ายออกจาก ซาน มาเมส กันหมด
แต่สถานณ์การณ์อันเลวร้ายเริ่มกลับมาดีขึ้น เมื่อพระเอกอย่าง เอร์เรร่า หายกลับมาช่วยทีมหนีตกชั้นได้สำเร็จในช่วงท้ายของฤดูกาล

เอร์เรร่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลล่าสุด ด้วยการซัดไป 5 เม็ด จาก 33 เกม ช่วย บิลเบา จบอันดับ 4 ของ ลาลีกาสเปนได้อย่างยอดเยี่ยม และเป็นธรรมดาของนักเตะที่มีศักยภาพที่จะมีสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปคอยจับตามอง และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นหนึ่งในนั้น

หากยังจำกันได้ ช่วงเดือนมีนาคมปี 2012 เอร์เรร่า เคยมาโลดแล่นใน โอลด์ แทร๊ฟฟอร์ด จากเกมที่ แมนฯยูฯ เปิดบ้านรับการมาเยือนของ แอตเลติก บิลเบา ในศึก ยูโรป้า ลีก

โชคไม่ดีที่ทีม “ปีศาจแดง” ต้องพ่ายให้กับ บิลเบา ไป 3-2 อย่างน่าเสียดาย ในคืนนั้น เอร์เรร่า สวมบทบาทเป็นจอมทัพตัวควบคุมเกม ก่อนจะจ่ายให้ เด มาร์กอส
เพื่อนร่วมทีมซัดประตูย้ำชัยเหนือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในนาทีที่ 86 ก่อนที่ บิลเบา จะเอาชนะทีมยักษ์ใหญ่จากเกาะอังกฤษได้อีกครั้งในสนาม ซาน มาเมส เป็นผลให้ทัพ “ปีศาจแดง” ต้องโบกมือลาถ้วย ยูโรป้า คัพ ในปีนั้นทันที

ความพ่ายแพ้ต่อ บิลเบา ทั้งไปและกลับทำให้ เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ถึงกับต้องเอ่ยปากชื่นชมทีมดังจากสเปนว่า “แอตเลติก บิลเบา คือสโมสรที่มีความมุ่งมันสูงกว่าทีมในไหนที่ผมเคยเจอในยุโรป ไม่ใช่เพียงแค่ความมุ่งมั่นเท่านั้น พวกเขายังมีนักเตะที่มีความสามารถมากๆอยู่ในทีมอีกด้วย ผมว่าพวกเขาจะผ่านเข้าไปในรอบสูงๆได้แน่”

ในเกมทีมชาติ เอร์เรร่า เป็นนักเตะที่มีชื่อในทีมชาติสเปนมาทุกระดับ ยกเว้นทีมชุดใหญ่ แถมเคยลงสนามเคียงข้างนักเตะชื่อดังของ แมนฯยูฯ อย่าง เด เก อา และ ฆวน มาต้า ในทีมชาติสเปนชุด ยู-21 อีกด้วย

แม้ไม่มีชื่อในทีมชุดใหญ่ แต่กองกลางรายนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สเปนคว้าเหรียญทองโอลิมปิค 2012 ที่ประเทศอังกฤษได้สำเร็จ

ไรอัน กิ๊กส์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” ให้สัมภาษณ์ในงานแถลงข่าวว่า”อังเดร์คือไอ้หนูมหัศจรรย์ เขามีความคิดสร้างสรรค์ที่มาพร้อมกับความอึด พวกเราเชื่อว่า เอร์เรร่า
คือหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งที่เจิดจรัสมากที่สุดในวงการฟุตบอลสเปน แต่ผมเชื่อมั่นว่าเขาจะได้รับการยอมรับจากแฟนบอล”ปีศาจแดง” ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ เอร์เรร่า ตัดสินใจฝากอนาคตของเขาไว้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

ขณะที่ เอร์เรร่า กองกลางป้ายแดงได้กล่าวด้วยว่า”ผมรู้สึกราวกับสิ่งที่ผมฝันไว้ได้กลายเป็นความจริงเมื่อผมได้เซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมเคยเจอกับแมนฯยูมาก่อนในเกมยูโรป้าลีกนะ
และในนัดนันผมก็เล่นได้ดีเอามากๆ ถือเป็นหนึ่งในเกมความทรงจำของผมเมื่อช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา และตอนนี้ผมย้ายมาเล่นในโอลด์ แทร๊ฟฟอร์ด ผมจะดึงความสามารถทั้งหมดที่มีเพื่อทำให้สโมสรประสบความสำเร็จ ผมตื่นเต้นมากๆ เเทบจะรอลงสนามในชุด “ปีศาจแดง” ไม่ไหวแล้ว”

แหล่งที่มา   sport-idol

แจ็ค วิลเชียร์
Uncategorized

” แจ็ค แอนดรูว์ แกร์รี วิลเชียร์ ” หรือ ” แจ๊ค วิลเชียร์ “

แจ็ค วิลเชียร์ มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษประกาศชัดขุนพล “สิงโตคำราม”

แจ็ค วิลเชียร์  เตรียมการมาเป็นอย่างดีสำหรับแมตช์เปิดสนาม เวิลด์ คัพ 2014 กับ อิตาลี พร้อมส่งสารถึงเพื่อนร่วมทีมว่าต้องจับตาย อันเดรีย ปีร์โล่

เพลย์เมคเกอร์คู่แข่งหากหวังผลลัพธ์ตามเป้า เพราะเคยมีบทเรียนแล้วในศึก “ยูโร 2012” ที่แข้งผู้ดีเจอเวทย์มนต์ของจอมทัพตัวเก๋าของอัซซูรี่เล่นงานเสียอยู่หมัด

 

แจ็ค แอนดรูว์ แกร์รี วิลเชียร์ หรือ แจ็ค วิลเชียร์

เกิดเมื่อ 1 มกราคม 1992 ที่ สตีฟเนจ , ฮาร์ทฟอร์ดเชียร์ ส่วนสูง : 172 ซม. ต้นสังกัด อาร์เซน่อล ตำแหน่ง กองกลาง

เขาเติบโตมาด้วยคำว่ากัปตันทีม โดยเขาเป็นกัปตันทีมของทีมโรงเรียน ไพรออรี และพาทีมแข่งฟุตบอลท้องถิ่น รวมไปถึงถ้วยระดับอำเภอ ตั้งแต่อายุ 7-10 ปี อีกทั้งยังลงแข่งถ้วยระดับชาติรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ตั้งแต่เขามีอายุได้ 8 ปีเท่านั้น

 

เดือนตุลาคม ปี 2011 วิลเชียร์ เข้าร่วมอคาเดมีของอาร์เซน่อล ตอนนั้นเขามีอายุ 9 ปี เขาใช้เวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ 6 ปี จนมาได้เป็นกัปตันทีมรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปีของทีม ตอนที่เขามีอายุได้ 15 ปี ซึ่งตอนนั้นเขาก็ถูกจับไปเล่นในรุ่นอายุ 18 ปีอีกด้วย

 

ตอนฤดูร้อนปี 2007 วิลเชียร์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้ได้แชมป์รายการ แชมเปียนส์ ยูธคัพ ต่อมาโค้ชของสโมสร สตีฟ เบาลด์ ได้ให้เขาเริ่มเล่นกับทีมอายุไม่เกิน 18 ปี ครั้งแรกโดยแข่งกับเชลซี อายุไม่เกิน 18 ปี

 

ต่อมาเขาสามารถทำประตูแรกให้กับทีม 18 ปี ในเกมที่เอาชนะ แอสตัน วิลล่า 4-1 แล้วเขาก็สามารถทำแฮตทริกให้กับทีมได้ในเกมที่พบกับวัตฟอร์ด จนสามารถทำให้ทีมได้แชมป์เยาวชนกลุ่ม เอ ได้สำเร็จ

กุมภาพันธ์ 2008 เขาลงแข่งทีมสำรองอาร์เซนอลเป็นครั้งแรก เมื่ออายุ 16 ปี โดยแข่งกับเร้ดดิ้ง และ วิลเชียร์ทำประตูได้ด้วย แต่สุดท้ายจบเกมผลก็ออกมาด้วยการเสมอกันไป

 

ต่อมาเขาสามารถทำประตู 2 ประตูและช่วยส่งให้เพื่อนทำอีก 2 ประตู ในการลงแข่งเพียง 3 เกมให้กับทีมสำรองและในปลายฤดูกาล 2007/08 เขาลงเล่นในทีมชุดอายุไม่เกิน 16 ปี จนสามารถนำชัยชนะในถ้วยเฟอร์โรลี่ คัพ อีกทั้งยังได้ตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมของการแข่งขันครั้งนี้ไปด้วย

 

ปี 2009 เขามีบทบาทสำคัญในการทีมเยาวชนของอาร์เซนอล ในชุดลุยศึกเอฟเอฟ ยูธคัพ 2009 โดยทำประตูในรอบรองชนะเลิศ และเกมที่เจอกับลิเวอร์พูล ในนัดชิงชนะเลิศเกมแรกเขาช่วยทีมยิงไป 1 ประตู

อีกทั้งส่งให้เพื่อนทำประตูอีก 2 ลูก จนทำให้ได้รับ แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปครอง

 

กรกฎาคม 2008 วิลเชียร์ ได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ ในนัดกระชับมิตรก่อนเปิดฤดูกาล เขาเล่นนัดแรกให้กับทีมชุดใหญ่ในเกมที่พบกับบาร์เนต โดยลงแทน เฮนรี่ แลนส์บิวรี่ ในครึ่งหลัง

และเขาสามารถส่งบอลให้ เจย์ ซิมป์สัน ยิงประตูได้ และ วิลเชียร์ ทำ 2 ประตูแรกในนัดที่อาร์เซนอลชนะ บูร์เกนลันด์ ไป 10–2 และได้ลงสนามอีกครั้งอีก 2 วันต่อมาในนัดกระชับมิตรที่แข่งกับ

สตุ๊ตการ์ต อาร์แซน เวงเกอร์ กุนซืออาร์เซน่อลห้ โอกาส วิลเชียร์ โดยใส่ชื่อเขาในทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2009/10 โดยเวงเกอร์ มอบเสื้อหมายเลข 19 ให้กับเขา และกันยายน 2008 วิลเชียร์ ได้เปิดตัวนัดแรกในพรีเมียร์ลีก ในเกมที่พบกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ที่อีวูดพาร์ค

 

โดยเขาถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทน โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในนาทีที่ 84 ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 16 ปี กับ 256 วัน ซึ่งเป็นสถิตินักเตะที่ลงสนามอายุน้อยที่สุดของสโมสรด้วย

วันที่ 23 กันยายน แจ็ค วิลเชียร์ สามารถทำประตูให้กับทีมชุดใหญ่เป็นประตูแรกในเกมที่เอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 6-0 ในศึกลีก คัพ

 

และวันที่ 25 พฤศจิกายน 2008 วิลเชียร์ ลงเล่นในรายการ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในนัดที่เจอกับดินาโม เคียฟ ทำให้กลายเป็นผู้เล่นอายุ 16 ปี คนที่ 5 ที่ได้ลงแข่งในแชมเปียนส์ลีก ต่อมาในเดือนมกราคม 2009 วิลเชียร์ได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับทางสโมสรในที่สุด

 

ก่อนเปิดฤดูกาล 2009/10 วิลเชียร์ สามารถโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึก เอมิเรตส์ คัพ จนทำให้เขาได้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ถึง 2 เกม และ

22 กันยายน 2009 เขาได้ลงเล่นเป็น 11 ตัวจริงให้อาร์เซน่อล ในรายการลีก คัพ และช่วยที่ให้เอาชนะ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน 2-0

มกราคม 2010 วิลเชียร์ ถูกโบลตัน ยืมตัวไปใช้งานจนกระทั้งจบฤดูกาล เกมแรกในลีกที่เขาลงเล่นให้โบลตัน คือเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

ฤดูกาล 2010/11 วันที่ 15 สิงหาคม 2010 เขาลงเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งกับอาร์เซน่อล ในเกมที่เจอกับ ลิเวอร์พูล และวันที่ 15 กันยายน วิลเชียร์ ลงเล่นนัดเจอกับแบล็คพูล

เขาสามารถส่งบอลให้เพื่อนทำประตูได้ด้วย ต่อมา วิลเชียร์ ลงเล่นเป็นตัวจริงครั้งแรกในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ให้กับปืนใหญ่ เขาโชว์ผลงานได้ดีจน วิลเชียร์ ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทีมประจำเดือนกันยายน

 

วันที่ 1 พฤศจิกายน วิลเชียร์ ได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับอาร์เซน่อล และวันที่ 27 พฤศจิกายน เขาก็สามารถทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ในเกมที่พบกับ แอสตัน วิลล่า

และผลก็จบลงด้วยชัยชนะ 4-2 ต่อมา วิลเชียร์ ได้รับคำชมอย่างล้นหลามในเกมที่พาทีมเอาชนะเหนือ บาร์เซโลน่า 2-1 ซึ่งเกมนั้นเขาส่งผลสำเร็จถึง 93.5%

เมษายน 2011 วิลเชียร์ ได้รับรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีก อีกทั้งยังมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีกอีกด้วย

 

19 ธันวาคม 2012 วิลเชียร์ พร้อมเพื่อนร่วมทีมอย่าง อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ,คีแรน กิ๊บส์ ,อารอน แรมซี่ย์ และ คาร์ล เจนกินสัน ได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมออกไป

และในวันที่ 16 มกราคม 2013 วิลเชียร์ ได้ซัดประตูโทนใส่ สวอนซี ในศึกเอฟเอ คัพ ในเดือนเมษายน วิลเชียร์ ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี และสุดท้ายเขาก็ได้รับรางวัลนี้ไป ทำให้เขาได้รางวัลนี้เป็นสมัยที่ 2 ของตัวเอง

แหล่งที่มมา  sport-idol

อาร์คาดิอุส
Uncategorized

อาร์คาดิอุส มิลิค ประวัติ

อาร์คาดิอุส มิลิค

ประวัติ

วันเกิด : 28 กุมภาพันธ์ 1994

สถานที่เกิด : ทีชี่, ประเทศโปแลนด์

ส่วนสูง : 186 เซนติเมตร

สัญชาติ : โปแลนด์

ตำแหน่ง : กองหน้า

สโมสรปัจจุบัน : นาโปลี

 

อาร์คาดิอุส มิลิค ประวัติการค้าแข้ง รอซวอจ คาโตวิเซ่ มิลิค เริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งในฐานะนักเตะเยาวชนของสโมสร รอซวอจ คาโตวิเซ่ และลงเล่นให้กับทีมสำรองในระหว่างฤดูกาล 2009-10

โดยวันที่ 23 ตุลาคม 2010 เขาในวัย 16 ปีได้รับโอกาสลงสนามในลีก ลีก้า 3 และสามารถซัดสองประตูช่วยให้ทีมเอาชนะคู่แข่งไปได้ 4-0 ซึ่งซีซั่นนั้นเขาลงสนามให้ทีมทั้งหมด 10 เกมและยิงได้ถึง 4 ลูก

แม้ว่าจะมีข้อเสนอจากหลายสโมสรยื่นมาให้เขา แต่ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2011 มิลิค ได้ตัดสินใจเซ็นสัญญารวมทีม กอร์นิค ซาเบอร์เซ่ ซึ่งเป็นสโมสรที่เขาได้มีโอกาสได้มาทดสอบฝีเท้านั่นเองด้วยระยะเวลายาว 1 ปี

และลงสนามเปิดซิงเป็นนัดแรกในลีกสูงสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ในเกมที่เสมอกับ สลาส์ค วโรคลาฟ 1-1 ด้วยการลงสนามเป็นสำรองในนาทีที่ 53

 

มิลิค ลงสนามช่วยทีมไปทั้งสิ้น 38 นัดในลีกและยิงประตูได้มากถึง 11 ลูกในวัยเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น ทำให้บรรดาทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปต่างพากันแห่แหนให้ความสนใจในท้ายที่สุด

ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในวันที่ 17 ตุลาคม 2012 สโมสร ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ประกาศชัยชนะในการคว้าตัวเขามาร่วมทีม และเซ็นยาวไปจนถึงตลาดซื้อ-ช่วงหน้าร้อนปี 2018 เลยทีเดียว โดยมีรายงานค่าตัวอยู่ที่ 2.6 ล้านยูโร (ประมาณ 102 ล้านบาท)

 

เอาก์สบวร์ก (ยืมตัว) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2013 มิลิค ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับ เอาก์สบวร์ก เป็นระยะเวลา 1 ฤดูกาล โดยมีค่ายืมอยู่ที่ 150,000 ยูโร (ประมาณ 5.9 ล้านบาท) เขาลงสนามไปทั้งสิ้น 18 เกม

แต่ได้รับโอกาสเป็นตัวจริงเพียงแค่ 5 ครั้งเท่านั้น อย่างไรก็ดีเขาสามารถซัดประตูตีเสมอในนาทีที่ 88 ให้ทีมเปิดรังแบ่งแต้มกับ กลัดบัค และช่วย เอาก์สบวร์ก ไม่ต้องตกชั้น ทำให้เขาได้รับโบนัสเพิ่มเติมจากทางสโมสร

อาแจ็กซ์ ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2014 สโมสร อาแจ็กซ์ ได้ทำการยืมตัว มิลิค มาวาดลวยลายในลีกแดนกังหันลมประจำฤดูกาล 2014-15 พร้อมกับอ็อฟชั่นซื้อขาดที่ 2.8 ล้านยูโร (ประมาณ 110 ล้านบาท)

 

มิลิค ลงเล่นในเกม อัมสเตอร์ดัม ดาร์บี้ ให้กับ อาแจ็กซ์ ในฐานะนักเตะยืมตัวและสามารถคว้ารางวัล “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” มาครองได้ด้วยการซัด 6 ประตูและทำสองแอสซิสต์ให้ทีมเอาชนะ ยอส วอเตอร์กราฟส์เมียร์ ในศึก เคเอ็มวีบี คัพ โดยในวันที่ 1 เมษายน 2015 ทางสโมสร อาแจ็กซ์ ได้ทำข้อตกลงดึงตัวมาร่วมทีมอย่างเป็นทางการและเซ็นสัญญาระยะยาวถึง 4 ปี

 

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2015 อาแจ็กซ์ ได้ประกาศคว้าตัวเขาเข้ามาแทนที่การจากไปของ คอลบีนน์ ซิกธอร์สสัน ในฐานะดาวยิงหมายเลข 9 โดยย้ายจากเบอร์ 19 เดิม และสามารถซัดประตูแรกในฤดูกาลนั้นด้วยการยิง

ราปิด เวียนนา ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ขณะที่ประตูแรกในลีกเกิดขึ้นในเกมที่พบกับ วิลเล่ม ทเว จากจังหวะที่ ดาวี่ คลาสเซ่น ครอสส์บอลโด่งให้เขาขึ้นโขกส่งบอลซุกก้นตาข่าย
นาโปลี มิลิค เซ็นสัญญาย้ายไปร่วมทีม นาโปลี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2016 ด้วยค่าตัวสูงถึง 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,365 ล้านบาท) และเขาก็ซัดสองประตูในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะ เอซี มิลาน 4-2 ในวันที่ 27 สิงหาคม 2016

แหล่งที่มา  sport-idol

เอ็มเร่ ชาน
Uncategorized

” เอ็มเร่ ชาน “

เอ็มเร่ ชาน (เกิด 12 มกราคม 1994) นักฟุตบอลมืออาชีพชาวเยอรมัน ที่สามารถเล่นในทั้งตำแหน่งกองกลางและกองหลัง

 เอ็มเร่

 

เอ็มเร่ ชาน ปัจจุบันสังกัดสโมสรลิเวอร์พูลในศึกพรีเมียร์ลีกและทีมชาติเยอรมัน เข้าเริ่มต้นการค้าแข้งกับยอดทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ก่อนจะย้ายไปแจ้งเกิดเต็มตัวกับ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 2013

ประวัติส่วนตัว

วันเกิด : 12 มกราคม 1994
สถานที่เกิด : แฟรงค์เฟิร์ต, ประเทศเยอรมัน
สัญชาติ : เยอรมัน
ส่วนสูง : 184 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง / กองหลัง
สโมสรปัจจุบัน : ลิเวอร์พูล

 

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

ชาน เกิดในปี 1994 โดยครอบครัวชาวตุรกีที่อาศัยอยู่ในแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน เขาเข้าร่วมฝึกฝนกับ SV เบลา-เกลบ์ ตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ จนกระทั่งในปี 2006 จึงได้ย้ายไปเก็บตัวในอคาเดมี่ของ ไอน์ทรัคต์ แฟรงค์เฟิร์ต ก่อนจะตัดสินใจเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับทางด้าน บาเยิร์น มิวนิค ในปี 2009

 

บาเยิร์น มิวนิค

ชาน เคยเล่นให้กับ บาเยิร์น มิวนิค ทู ในลีก เรจิโอนาลิก้า บาเยิร์น และได้รับโอกาสลงสนามกับชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกม เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ 2012 และลงสนามในศึกบุนเดสลีก้าครั้งแรกพบกับทางด้านของ เนิร์นแบร์ก เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2013 ก่อนจะซัดประตูแรกให้กับ “เสือใต้” ในเกมที่เปิดรังเอาชนะ ไฟร์บวร์ก 1-0 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2013
เลเวอร์คูเซ่น

ในวันที่ 2 สิงหาคม 2013 ชาน ย้ายไปร่วมทัพกับ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยสัญญาระยะยาวร่วม 4 ปี และลงสนามเปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2013 ในฐานะตัวสำรองแทนที่ของ สเตฟาน ไรนาร์ตซ์ ในนาทีที่ 80 แต่ทีมต้องพ่ายให้กับ ชาลเก้ 0-2 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เขาสามารถประเดิมสกอร์แรกได้ด้วยการพาทีมช่วยเอาชนะ เอ๊าก์สบวร์ก 2-1

ชาน ลงเล่นจนจบซีซั่นด้วยการยิงประตูไปทั้งสิ้น 4 ลูกและทำได้อีก 4 แอสซิสต์ ซึ่งผลงานอันโดดเด่นนี้ ทำให้ยักษ์ใหญ่แห่งพรีเมียร์ลีกอย่าง ลิเวอร์พูล ให้ความสนใจที่จะดึงเขามาร่วมเล่นด้วย
ลิเวอร์พูล

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2014 มีรายงานจากทาง เลเวอร์คูเซ่น เผยว่า ชาน กำลังจะย้ายไปเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 9.75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 437 ล้านบาท) ภายใต้การทำทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งเขาได้ย้ายไปอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กรกฎาคม 2014

 

เกียรติประวัติ สโมสร

บาเยิร์น มิวนิค

– แชมป์ บุนเดสลีก้า : 2012-13
– แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล : 2012-13
– แชมป์ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ : 2012
– แชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก : 2012-13

ส่วนตัว

– ผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสโมสร ลิเวอร์พูล : 2015-16
– ทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก : 2015-16

แหล่งที่มา  sport-idol