อิกาโล่
Uncategorized

โอเดียน อิกาโล่ Odion Ighalo ความหวังใหม่ของปีศาจแดง

โอเดียน อิกาโล่ Odion Ighalo เขาเกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 1989 ในเมืองลากอส ของประเทศไนจีเรีย ในวัยเด็กของเขา
เขามักจะเก็บเงินจากการซื้อขนมเอาไว้เพื่อดูเกมฟุตบอลทุกนัดที่สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงแข่งขัน
โดยในเวลานั้นเขามี แอนดี้ โคล และดไวท์ ยอร์ค เป็นไอดอลในการเล่นฟุตบอล ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาจะตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน
และเลือกเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ

เขาฝึกซ้อมทักษะต่างๆ อย่างเอาจริงเอาจัง แล้วก็ได้ออกเดินสายเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ ในระแวกบ้านหลังเลิกจากงานรับจ้าง
ก่อนที่ฟอร์มการเล่นของเขาจะเข้าไปสะดุดตาแมวมองจากสโมสร ลินน์ ทีมในลีกนอร์เวอร์ ที่ผ่านมาเห็นและได้พาเขามาทดสอบฝีเท้ากับทีมก่อนที่จะได้รับสัญญาอาชีพฉบับแรกในปี 2007

อิกาโล่ กลายเป็นดาวยิงที่ถูกจับตามองจากหลายสโมสรเป็นอย่างมาก และด้วยฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงของตัวเขา
ส่งผลให้ในซีซั่นแรกของเขากับ ลินน์ ออกมาได้อย่างหน้าประทับใจ โดยลงเล่นไปทั้งหมด 20 นัด และทำไปได้ 9 ประตู
จากฟอร์มการเล่นที่สุดร้อนแรงของเขาจึงทำให้สโมสร อูดิเนเซ่ ไม่รอช้ารีบกระชากตัว โอเดียน อิกาโล่ ไปร่วมทีมทันที

โคโนเปลียงก้า
Uncategorized

นักเตะชาวยูเครน เยฟเก้น โคโนปลียังก้า

เยฟเก้น โคโนเปลียงก้า Yevhen Konoplyanka วันเกิด 29 กันยายน 1989 เกิดที่ คิโรโวห์รัด, ยูเครน
เป็นคนสัญชาติ ยูเครน ส่วนสูง 176 เซนติเมตร เล่นในตำแหน่ง ปีก

โคโนเปลียงก้าได้เข้าร่วมกับศูนย์เยาวชนของสโมสร โอลิมปิค คิโรโวห์รัด หลังจากนั้น โคโนเปลียงก้า ก็ไปเซ็นสัญญาเข้าร่วมเป็นทีมเยาวชนของสโมสร ดนิโปร ดนิโปรเปตตร็อฟส์ค ตอนอายุเพียง 16 ปี โดยตอนนั้นเขาอยู่ชุดสำรองและได้รับค่าเหนื่อยเพียง 300 ดอลล่าร์เท่านั้น

ต่อมาเขาได้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่และได้ลงสนามในลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ปี 2007 เป็นเกมที่เปิดบ้านพบกับซาคาร์พัตเตีย อุซห์โฮร๊อด แต่สุดท้ายการแข่งขันก็จบลงที่เสมอ 0 – 0 โดย โคโนปลียังก้า ได้ลงสนามนัดแรกเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 83 แทนยาบา คานกาว่า

โคโนปลียังก้า สามรถทำประตูแรกให้กับตัวเองได้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี 2010 ในเกมที่เปิดบ้านเจอกับซอร์ย่า ลูฮันส์ค แต่ก็เสมอไป 2 – 2 และในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของซีซั่น 2009 – 2010 เขาก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงและลงเตะครบ 90 นาทีในทุกนัดที่เหลือ

ในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2011 ทีมดินาโม เคียฟ ก็ได้ยื่นข้อเสนอซื้อตัวด้วยเงินจำนวน 14 ล้านยูโรเพื่อเอาตัวเขาไปร่วมทีม แต่กุนซือของทีมได้ตั้งค่าตัวของ โคโนปลียังก้า เอาไว้ที่ 50 – 60 ล้านยูโร

เมื่อเดือนมกราคมปี 2014 โคโนปลียังก้า เกือบจะได้ไปอยู่กับลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ แต่ประธานสโมสรของเขาก็ปฏิเสธที่จะอนุมัติการโอนย้ายทีมครั้งนี้

โคโนปลียังก้า ยังคงโชว์ฟอร์มอย่างสุดยอดและมีส่วนที่ช่วยให้ทีมได้รับความสำเร็จมาหลายครั้งตลอดฤดูกาล 2014 – 2015 โดยพาทีมแข่งจบที่อันดับ 3 ของลีกสูงสุดของยูเครน และเข้ารอบชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า ยูโรป้าลีก 2015 ก่อนที่จะมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำปี 2014 – 2015

ในวันที่ 2 กรกฎาคม ปี 2015 เซบีญ่า ก็ประกาศออกมาว่า โคโนปลียังก้า กำลังอยู่ในช่วงตรวจร่างกาย และในอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมาก็ออกมายืนยันอีกครั้งว่า โคโนปลียังก้า ได้ย้ายมาร่วมทีมเรียบร้อยแบบไม่มีค่าตัว โดยเซ็นสัญญา 4 ปีและมีเงื่อนไขในการฉีกสัญญาอยู่ที่ 40 ล้านยูโร

เขาได้ลงสนามกับทีมใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ในศึกยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 2015 ที่พบกับบาร์เซโลน่า โดยเขาได้ลงเล่นเป็นตัวสำรองแทน โฆเซ่ อันโตนิโอ เรเยส ในช่วงนาทีที่ 68 ก่อนที่เขาจะจัดการซัดประตูตีเสมอได้ 4 -4 ในนาทีที่ 81 แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ไป 4 – 5 ในช่วงทดเวลาพิเศษ

Martin
Uncategorized

ประวัติ มาร์ติน สเคอร์เทล นักเตะสโมสรลิเวอร์พูล

มาร์ติน สเคอร์เทล Martin Skrtel เป็นคนสัญชาติ เช็คโกสโลวาเกีย วันเกิด 15 ธันวาคม 1984 สถานที่เกิด แฮนด์โลว่า , เช็คโกสโลวาเกีย เล่นในตำแหน่ง กองหลัง ของสโมสร ลิเวอร์พูล

ประวัติ มาร์ติน สเคอร์เทล  เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสร เอเอส เทรนซิน ในปี 2001 ซึ่งเขาก็เริ่มเล่นในตำแหน่ง เซนเตอร์ฮาล์ฟ ตามที่เขาถนัดในทันทีโดยเขาอยู่ที่ทั้งหมด 3 ได้โอกาสลงสนาม 44 นัดและยิงไปได้ 8 ประตู จนกระทั่งปี 2004 หลายต่อหลายทีมในยุโรปก็ได้เริ่มให้ความสนใจในตัวเขา

สคอเทล เกิดใน Handlová และเติบโตใน Ráztočno และเริ่มเล่นฟุตบอลที่อายุ 6 ขวบ น้ำแข็งผู้เล่นฮอกกี้อำนาจเขาตามอาชีพของบิดาของเขา เขาเป็นคนสุดท้องของเด็กสามคนกับพี่ชายDušanและน้องสาวของ Marcela Skrtel เล่นเป็นปีกซ้ายหรือกองหน้าจนกว่าจะอายุ 16 ตอนที่เขาถูกขอให้กรอกข้อมูลลงในขณะที่ใจกลางเกมลับสำหรับทีมเยาวชนสโลวัก เขาตกลงที่ถึงแม้ว่าเขาไม่เคยเล่นในตำแหน่งนั้นก่อน

11 มกราคม 2008 สเคอร์เทล ตัดสินใจเซ้นสัญญากับ ”หงส์แดง” ลิเวอร์พูลด้วยสัญญา 4 ปีครึ่ง ค่าตัว 6.5 ล้านปอนด์ โดยในตอนนั้นเป็นกุนซือชาวสเปนอย่าง ราฟาเอล เบนิเตซ ที่ดึงปราการหลังรายนี้เข้ามาร่วมทีม โดยกุนซือ ”สมองเพรช” โดยพูดถึงความสามารถของ สเคอร์เทล ว่า ”เขาเป็นนักเตะที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดีและมีความเร็วซึ่งนี่จะทำให้ทีมที่มีนักเตะแบบเขาอยู่ในทีมรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นในเกมรับ”

26 มกราคม 2008 สเคอร์เทล สามารถทำประตูแรกในสีเสื้อของ ”หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จในเกม เอฟเอ คัพ รอบสี่ ที่พบกับ ฮาแวนท์ แอนด์ วอเตอร์ลูวิลล์ โดยเขาขึ้นมาทำประตูได้ในจังหวะลูกเตะมุม ซึ่งเขาเองสามารถเป็นที่ชื่นชอบของเหล่า ”เดอะค็อป” ได้อย่างรวดเร็วและฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม

ในช่วงฤดูกาล 2008-2009 ต้นๆของฤดูกาล สเคอร์เทล ตกเป็นเพียงตัวสำรองของ ดาเนียล แอ็กเกอร์ เท่านั้น

ฤดูกาล 2009-2010 สเคอร์เทล ทำประตูแรกในลีกให้กับทีมจนได้ ในเกมที่ ลิเวอร์พูล เสมอกับ ด้วยการรักษาฟอร์มการเล่นได้คงเส้นคงวาของเขาทำให้ฤดูกาลนี้ ทีมดังแห่งย่านเมอร์ซี่ย์ไซด์ตัดสินใจขยายสัญญาของเขาออกไปอีก 2 ปี

ฤดูกาล 2010-2011 มาร์ติน สเคอร์เทล กลายเป็นนักเตะที่ลงเล่นครบทุกนาทีและทุกนัดให้กับทีมในศึก พรีเมียร์ลีก โดยในฤดูกาลนี้เขาสามารถโชว์เหมาคนเดียว 2 ประตูได้ด้วยในเกมที่บุกไปเยือน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์

ฤดูกาล 2011-2012 เกมนัดแรกของศึก พรีเมียร์ลีก เริ่มขึ้น สเคอร์เทล โชว์ทำประตูแรกได้ในทันทีพาทีมไล่อัด โบลตัน ไปได้แบบสบายๆ

ฤดูกาล 2012-2013 หลังกุนซือ เคนนี่ ดัลกริช ถูกปลดออกไปและเป็น แบรนแดน ร็อดเจอร์ส เข้ามารับช่วงต่อ สเคอร์เทล ก็ส่อแววจะหมดอนาคตกับทีมไปเสียแล้วเพราะในฤดูกาลนี้เจ้าตัวฟอร์มดรอปลงไปอย่างน่าใจหาย เล่นผิดพลาดในหลายๆเกมจนทำให้ข่าวในการต่อสัญญากับทีมเริ่มส่อแววว่าจะไม่เกิดขึ้น

ฤดูกาล 2013-2014 ลิเวอร์พูล ยังคงไว้ใจในตัว มาร์ติน เมื่อมีรายงานว่า ”หงส์แดง” ปฏิเสธข้อเสนอเป็นจำนวน 10 ล้านปอนด์ จาก นาโปลี ที่อยากจะคว้าตัวปราการหลังรายนี้ไปร่วมทัพ

ฤดูกาล 2014-2015 สเคอร์เทล สวมปลอกแขนกัปตันทีมพา ลิเวอร์พูล กลับมาลงเล่นในเกม แชมป์เปี้ยนส์ลีก อีกครั้งด้วยการพบกับ เรอัล มาดริด

ฤดูกาล 2015-2016 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2015 สเคอร์เทล ได้รับสัญญาฉบับใหม่จาก ลิเวอร์พูล และในเกมลีกคัพเมื่อ 23 กันยายน 2015 สเคอร์เทล ลงเล่นนัดที่ 300 ในสีเสื้อ ”แดงเพลิง” ซึ่งเขาก็เป็นคนหนึ่งในการดวลจุดโทษที่ช่วยให้ ”หงส์แดง” เอาชนะ คาร์ไลส์ ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ 21 พฤศจิกายน 2015 เขาสามารถยิงประตูแรกในฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ ในเกมที่ ลิเวอร์พูล บุกอัด แมนฯซิตี้ 4-1 ด้วยการวอลเลย์แบบเต็มแรงหน้ากรอบเขตโทษ ซึ่งถือเป็นการครบรอบ 6 ปีเต็มพอดีที่เจ้าตัวเคยยิง แมนฯซิตี้ เอาไว้

6 ธันวาคม 2015 สเคอร์เทล ทำสถิติเทียบเท่ารุ่นพี่อย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์ ซึ่งเป็นอันดับ 2 ตลอดกาลของ พรีเมียร์ลีก ในการทำเข้าประตูตัวเอง 7 ลูก โดยมันเกิดขึ้นในเกมที่ ลิเวอร์พูล พบกับ นิวคาสเซิ่ล จนกระทั่ง 20 ธันวาคม ถือว่าเป็นฝันร้ายทั้งของเจ้าตัวและ ”เดอะ ค็อป” ทั่วโลกหลัง สเคอร์เทล ได้รับอาการบาดเจ็บจนต้องพักยาวถึง 6 สัปดาห์ด้วยกัน ซึ่งมันเกิดขึ้นในช่วงที่ ลิเวอร์พูล กำลังขาดแคลนผู้เล่นในตำแหน่งเกมรับอีกด้วย…

ฮาร์กรีฟส์
Uncategorized

ประวัติของ อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษ โอเว่น ฮาร์กรีฟส์

โอเว่น ลี ฮาร์กรีฟส์ เกิดวันที่ 20 มกราคม 1981 ที่เมือง คัลการี่, อัลเบอร์ต้า ประเทศแคนาดา เขาเป็นลูกคนเล็ก ของมาร์กาเร็ต และโคลิน ฮาร์ กรีฟส์ โดยพ่อของเขาโคลิน
ที่อดีตก็เคยเป็นนักเตะเยาวชนของโบลตัน วันเดอร์เรอร์ส แล้วยังเคยเล่นให้กับคัลการี่ คิกเกอร์ส ในฟุตบอลลีกแคนาดาด้วย ส่วนพี่ชายคนโตของเขา ดาร์เรน
ก็ยังเคยเล่นให้กับทีมชาติชุดเล็กของแคนาดา แต่โอเว่น แม้ว่าจะเคยเล่นให้กับทีม คัลการี่ ฟุตฮิลล์ส แต่ก็มีโอกาสน้อยที่จะได้พัฒนาความสามารถ

จนกระทั่ง ในวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 เขาก็ย้ายไปร่วมทีมบาเยิร์น มิวนิค ด้วยวัย 16 ปี เขาเล่นให้กับทีมเยาวชนชุดอายุไม่เกิน 19 ปีของบาเยิร์น อยู่ 2 ปีครึ่ง
แล้วจึงขึ้นมาเล่นกับทีมสำรองอีก 6 เดือน จากนั้นในวันที่ 12 สิงหาคม 2000 ฮาร์กรีฟส์ ก็ได้ลงเล่นนัดแรกในบุนเดสลีกา โดยถูกเปลี่ยนตัวลงไปเล่นแทนคาร์สเท่น ยังก์เกอร์
ในนาทีที่ 83 จากนั้นอีก 1 เดือน เขาก็ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมที่พบกับ อันเตอร์เฮชิง และในฤดูกาลนั้นบาเยิร์น ก็ได้แชมป์บุนเดสลีกา และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

เขามีแม่เป็นชาวเวลส์ จึงสามารถที่จะลงเล่นให้ทีมชาติใดก็ได้ในเกาะอังกฤษหรือเขาจะเลือกเล่นให้ทีมชาติแคนาดา ก็ได้ นอกจากนี้หากเขารอซักช่วงเวลาหนึ่ง
ก็จะสามารถลงเล่นให้ทีมชาติเยอรมัน ได้เช่นกัน แต่เขาก็เลือกที่จะเล่นให้ประเทศซึ่งเป็นบ้านเกิดของพ่อเขาคือ อังกฤษ และในวันที่ 31 สิงหาคม 2000 ทีมชาติอังกฤษชุดอายุไม่เกิน 21 ปี
ภายใต้การคุมทีมของ โฮเวิร์ด วิลกินสัน ก็เรียกเด็กหนุ่มวัย 19 ปีจากบาเยิร์น มิวนิค ผู้นี้ติดทีมชาติและลงเล่นให้กับเกมที่พบกับจอร์เจีย โดยทีมชาติอังกฤษ เอาชนะไปได้ 6 – 1

และในช่วงฤดูกาลแรกของเขากับทีมชุดใหญ่ของบาเยิร์น มิวนิค ฟอร์มการเล่นของเขาในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับรีล มาดริด และต้องพบกับนักเตะดังๆ อย่างหลุยส์ ฟิโก้
และโรแบร์โต้ คาร์ลอส แต่เขาก็ทำให้ทุกคนต้องหันมามองเขาด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่น เขากลายเป็นนักเตะอังกฤษคนที่ 2 ที่คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับทีมนอกเกาะอังกฤษ
ซึ่งก็เป็นอีกคนหนึ่งก็คือ สตีฟ แม็คมานามาน ซึ่งคว้าแชมป์นี้กับรีล มาดริด

เขาได้ลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษเต็มที่นัดแรกในวันที่ 15 สิงหาคม 2001 ในนัดที่พบกับฮอลแลนด์ ที่ไวท์ ฮาร์ท เลน เขากลายเป็นนักเตะทีมชาติอังกฤษคนแรก ที่ไม่ได้เล่นกับทีมในลีกอังกฤษ
และไม่ได้อยู่ในอังกฤษด้วย ในปี 2001 เขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมในยุโรป (รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี)

วันที่ 31 พฤษภาคม 2007 ฮาร์กรีฟส์ ก็ได้ย้ายเข้ามาเล่นในลีกอังกฤษจนได้ และทีมที่คว้าเขามาร่วมทีมคือ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั่นเอง ในราคาค่าตัว 17 ล้านปอนด์

แต่ในฤดูกาล 2008/09 ที่ผ่านมา โอเว่น มีอาการบาดเจ็บหัวเข่า ทำให้ทั้งฤดูกาลได้ลงเล่นแค่ 2 นัดเท่านั้น

เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับ ซึ่งสามารถเล่นเป็นกองหลังก็ได้ เขามีฝีเท้าที่เร็ว มีพละกำลังและความคล่องแคล่ว ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมในฟุตบอลยุโรป
ทำให้เขาเป็นที่สนใจของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมซึ่งกำลังมองหามิดฟิลด์มาแทนที่อดีตกัปตันทีม รอย คีน และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2007 แมนฯ ยูไนเต็ด
ได้ประกาศว่าทีมได้เซ็นสัญญาซื้อตัวเขามาร่วมทีมด้วยค่าตัวประมาณ 17 ล้านปอนด์ หลังจากการเจรจามากว่า 1 ปี โดยเขาจะเข้ามาร่วมเล่นกับทีมตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2007

Hummels
Uncategorized

ประวัติของปราการหลังจอมแกร่งของโบรุสเซีย ” มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ “

ประวัติ มัทส์ ฮุมเมิ่ลส์ Mats Hummels นักเตะสัญชาติ เยอรมัน
เกิดวันที่ 16 ธันวาคม 1988 สูง 191 Cm. ต้นสังกัด โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
เล่นในตำแหน่ง ปราการหลังตัวกลาง

มัตส์ ฮุมเมิ่ลส์ Mats Hummels เกิดที่เบร์กิช กลัดบัค, นอร์ธ ไรเน่-เวสต์ฟาเลีย เป็นลูกชายของ เฮอร์มาน ฮุมเมิ่ลส์ ซึ่งเขาก็เป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ฮุมเมิ่ลส์ ผู้ที่เป็นพ่อ ก็เคยทำงานเป็นโค้ชเยาวชนให้กับ บาเยิร์น มิวนิค ก่อนจะถูกแทนที่โดย สเตฟาน เบ๊คเค่นบาวเออร์ (ลูกชายท่านฟร๊านซ์)
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2012 มัตส์ ยังมีน้องชายอีกคนก็คือ โจนาส ฮุมเมิ่ลส์ ที่เป็นนักฟุตบอลอาชีพเหมือนกัน โดยปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับ อุนเตอร์ฮังกิ้ง สโมสรชื่อดังในเยอรมัน

ฮุมเมิ่ลส์ เติบโตมาจากเยาวชน บาเยิร์น มิวนิค โดยเข้าไปเป็นสมาชิก “เสือใต้” ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ก่อนที่จะถูกจับเซ็นสัญญาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัวเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2006
แต่กว่าจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงให้กับทีมชุดใหญ่ ก็ใช้เวลานพอสมควร เพราะต้องรอถึงเดือนพฤษภาคม 2007 ซึ่งเป็นนัดที่บาเยิร์น เปิดบ้านถล่ม ไมน์ซ 5-2
และก็เป็นเกมเดียวที่ ฮุมเมิ่ลส์ ฝากประสบการณ์ไว้กับ “เสือใต้”

ในเดือนมกราคม 2008 กองหลังร่างยักษ์ ถูกปล่อยไปให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยืมตัวหนึ่งฤดูกาล และเจ้าตัวกลายเป็นขวัญใจแฟนคลับ “เสือเหลือง” ในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากยึดตำแหน่งตัวจริง โดยมี เนเว่น ซูโบติช เป็นคู่หูในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 ฮุมเมิ่ลส์ ก็ย้ายมาเป็นสมาชิก ดอร์ทมุนด์ อย่างถาวร

นับตั้งแต่นั้นมา ชื่อของเขาก็โด่งดังมาเรื่อยๆ จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกองหลังยุคใหม่ที่เก่งที่สุดในรุ่นเดียวกันฮุมเมิ่ลส์ เป็นกองหลังที่ได้รับคะแนนเฉลี่ยการเล่นสูงที่สุดคนหนึ่งของยุโรป
ซึ่งมีการคาดการณ์กันไปต่างๆนาๆว่า ฮุมเมิ่ลส์ จะกลายเป็น “นิว ไกเซอร์ฟร๊านซ์” ในเวลาอันไกล้นี้ จากสไตล์การเล่นที่ครบเครื่องทั้งบู๊ ดุดัน รวมทั้งบุคลิก รูปร่าง ลักษณะการเล่นที่ดูสง่างาม

หลังจากที่ได้มาร่วมทีมใหม่อย่างเต็มตัว กองหลังทีมชาติเยอรมัน ก็แสดงให้เห็นถึงคุณภาพ ไม่ว่าะเป็นเรื่องการเข้าสกัด การยืนตำแหน่ง และ
การเล่นเข้าคู่ประสานงานกับ ซูโบติช ล้วนทำได้อย่างไร้ที่ติ ซึ่งช่วยให้ ดอร์ทมุนด์ เป็นแชมป์บุนเดสลีก้า 2 สมัยติดต่อกันในปี 2010-11 และ 2011-12
ทำให้เขาได้รับการยกย่องอย่างมากมายจากสื่อแดนเยอรมัน และล่าสุดปราการหลังจอมแกร่ง จัดการขยายาสัญญาอยู่โยงในถ้ำเสือเหลืองออกไปจนถึงปี 2017 เป็นที่เรียบร้อย

ในด้านของ เส้นทางทีมชาติ

ฮุมเมิ่ลส์ ถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติเยอรมัน ยู-21 ในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2009 และมีส่วนสำคัญในการพาทัพ “อินทรีเหล็ก” คว้าแชมป์ในครั้งนั้น
โดยเฉพาะในแมตช์ชิงชนะเลิศ ซึ่งถล่มอังกฤษ 4-0 ดาวเตะดอร์ทมุนด์ ปักหลักหน้าประตูได้อย่างแข็งแกร่ง จนแนวรุก “ทร ไลอ้อนส์” แทบไม่มีโอกาสสับไกแม้แต่หนเดียว
ปีถัดมา “มัตตี้” ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักได้อย่างเต็มตัวในนามทีมชาติชุดใหญ่ โดยได้โอกาสลงโชว์ฝีเท้าเกมแรกในแมตช์ปะทะ มอลตา
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2010 ที่อาเค่น (ชนะ 3-0) ตั้งแต่นั้นมา ฮุมเมิ่ลส์ กลายเป็นตัวเลือกที่ทัพใส้กรอกจะขาดไม่ได้ และเวลานี้กองหลังดาวโรจน์อยู่ในระหว่างช่วยชาติทำศึกยูโร 2012 ที่ยูเครน
และ โปแลนด์ เป็นเจ้าภาพร่วม…

จานลุยจิ
Uncategorized

ประวัติ ผู้รักษาประตูที่มีค่าตัวที่แพงที่สุด ‘ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ‘

จานลุยจิ บุฟฟ่อน เกิดวันที่ 28 มกราคม 1978 เกิดที่ คาร์ราร่า, อิตาลี เล่นในตำแหน่งของ ผู้รักษาประตู ส่วนสูงอยูที่ 191 ซม. ปัจจุบันอยู่ในสโมสร ยูเวนตุส

จานลุยจิ บุฟฟ่อน หรือ “จีจี้” ที่คุ้นเคยกันดีในแดนมะกะโรนี เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ อิตาลี ผงาดได้คว้าแชมป์โลก ในปี 2006 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่
และนั่นก็ทำให้เขาก็ได้รับการยกย่องให้เป็นนายทวารหมายเลข 1 ของโลกในเวลานี้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

หลายคนอาจจะยังไม่รู้มาก่อนว่า บุฟฟ่อน เคยเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ จนกระทั่งมีจุดเปลี่ยนตอนอายุ 14 ปี หลังจากที่ต้องสวมบทนายทวารจำเป็นเมื่อเจ้าของตำแหน่งทั้งสองคนได้รับบาดเจ็บ
และในอีก 2 สัปดาห์ถัดมา จีจี้ ก็กลายเป็นผู้รักษาประตูตัวหลักของทีมไปโดยปริยาย

ในปี 1995 บุฟฟ่อน ในวัย 17 ปี ได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับ ปาร์ม่า และแมตช์แรกในเซเรีย อา ของเขาก็คือการเผชิญหน้ากับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เอซี มิลาน
ในปีถัดมาเขาก็ได้ลงเล่นให้ทีมชาติในศึกโอลิมปิก เกมส์ 1996 ที่นครแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วย

จากที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับต้นสังกัด บุฟฟ่อน ก็ได้ลงเล่นทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในวัย 19 ปี แทนที่ จานลูก้า ปายูก้า ที่ได้รับบาดเจ็บในเกมเพลย์ออฟเพื่อชิงตั๋วฟุตบอลโลก
1998 กับ รัสเซีย ที่กรุงมอสโก

จีจี้ ได้รับการตอบแทนด้วยการมีชื่อในทีมอัซซูรี่ชุดลุยศึกเวิลด์ คัพ 1998 ทว่า ก็ทำได้แค่นั่งดูอยู่บนม้านั่งสำรองเท่านั้น เนื่องจาก ปายูก้า ยึดตัวจริงเอาไว้ได้หลังจากที่หายจากอาการบาดเจ็บ
จากนั้น เขาก็ได้ช่วยให้อิตาลี ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2000 ได้แบบไม่มีพลิกโผ

ในปี 2001 บุฟฟ่อน ก็ได้ย้ายจาก ปาร์ม่า ไปร่วมทีมระดับบิ๊กอย่าง ยูเวนตุส ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลกสำหรับผู้รักษาประตู 52.29 ล้านยูโร (ประมาณ 2,614 ล้านบาท)
แม้เจ้าตัวจะเคยเอ่ยปากยอมรับว่ามันเป็นค่าตัวที่ออกจะมากเกินไปสำหรับนักเตะคนหนึ่ง ทว่า มันก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกดดันกับความคาดหวังแต่อย่างใด

นายทวารจอมหนึบ ช่วยให้ อิตาลี ได้ผ่านเข้าถึงฟุตบอลโลก 2002 รอบสุดท้ายได้สำเร็จ และในปีถัดมา เขาก็คว้ารางวัล “นักเตะทรงคุณค่า” และ “ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม”
ของยูฟ่า นอกจากนั้น ยังได้รับยกย่องจาก เปเล่ ตำนานนักเตะทีมชาติบราซิล ว่าเป็น 1 ใน 125 นักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเดือนมีนาคม 2004

ฤดูกาล 2004-05 บุฟฟ่อน ก็ช่วยให้ ยูเวนตุส คว้าสคูเด็ตโต้ไปครองเป็นสมัยที่ 3 ในรอบ 4 ฤดูกาลได้สำเร็จ แม้ว่าจะโชคร้ายได้รับบาดเจ็บระหว่างชนกับ กาก้า เพลย์เมกเกอร์ของ มิลาน
จนต้องผ่าตัดหัวไหล่ในช่วงซัมเมอร์ปี 2005 แต่กลับมาลงสนามได้เพียงเกมเดียวในเดือนพฤศจิกายนก็ต้องพักยาวอีกครั้งเนื่องจากอาการบาดเจ็บกำเริบก่อนจะฟิตกลับมาเฝ้าเสาได้ในเดือนมกราคม

ไม่เพียงแต่จะต้องขึ้นเขียงด้านสภาพร่างกายเท่านั้น แต่ จีจี้ ยังต้องเผชิญหน้ากับข่าวร้ายครั้งใหญ่ เมื่อมีการเปิดเผยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า ยูเวนตุส
มีส่วนพัวพันในคดีจ้างวานล้มบอล และ บุฟฟ่อน รวมถึง อันโตนิโอ คิเมนติ อดีตนายทวารทีมม้าลาย กับเพื่อนนักเตะอีกหลายคน
ก็พลอยติดร่างแหไปด้วยฐานแอบแทงพนันอย่างผิดกฎระหว่างที่ยังค้าแข้งกับปาร์ม่า

วันถัดมา เขาก็ต้องเข้าไปให้ปากคำกับผู้พิพากษาของเมืองตูรินเพื่อที่จะลบล้างมลทินของตัวเอง ในขณะที่ยอมรับว่าเคยเล่นพนันกีฬาประเภทอื่นจริง
แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าไม่เคยพนันฟุตบอลอิตาลีเลย

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องดังกล่าว บุฟฟ่อน ก็ยังติดทีมชาติอิตาลีไปลงชิงชัยในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งเขาก็โชว์ฟอร์มซูเปอร์เซฟหลายครั้งหลายคราจนพาอัซซูรี่
ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ก่อนจะคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ไปครองด้วยการฉือนชนะ ฝรั่งเศส ในการดวลจุดโทษ

ตลอดทัวร์นาเมนต์ บุฟฟ่อน เสียประตูให้คู่แข่งแค่ 2 ลูกเท่านั้น โดยลูกหนึ่งมาจากการทำเข้าประตูตัวเองของ คริสเตียน ซัคคาร์โด้ เพื่อนร่วมทีม
และอีกลูกมาจากการยิงจุดโทษของ ซีเนดีน ซีดาน ในรอบชิงชนะเลิศ และนั่นทำให้ฟีฟ่า ประกาศให้เขาเป็นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำฟุตบอลโลก 2006

หลังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดกับทีมอัซซูรี่ได้ไม่กี่วัน บุฟฟ่อน ก็ต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง เมื่อพบว่า ยูเว่ ต้องถูกปรับตกชั้นไปเล่นในเซเรีย บี
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม จากความผิดฐานจ้างวานล้มบอล ซึ่งทำให้สตาร์หลายคนของทีมหนีเอาตัวรอดไปอยู่ทีมอื่นกันหมด ทว่า นายทวารวัย 28 ปี ก็แสดงสปิริตด้วยการรับใช้ทีมต่อไป
แม้ว่าจะต้องออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ด้วยการติดลบถึง 30 แต้ม ก่อนจะยื่นอุทธรณ์และลดลงมาเหลือ -17 และ -9 ในการตัดสินครั้งล่าสุด

ด้วยปฏิกิริยาอันยอดเยี่ยมในการรับบอล ออกมาตัดบอล และเซฟลูกยากๆ ของ บุฟฟ่อน ที่มีให้เห็นบ่อยครั้ง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ยูเวนตุส
เลื่อนชั้นกลับมาเล่นในลีกสูงสุดของแดนมะกะโรนี อีกครั้งหนึ่ง

ปัจจุบัน บุฟฟ่อนยังคงอยู่กับทีมม้าลาย และรักษาฟอร์มเป็นมือหนึ่งของทีมได้ต่อไป

เดมพ์ซี่ย์
Uncategorized

เปิดประวัติ นักเตะชาวอเมริกัน คลินท์ เดมพ์ซี่ย์

คลินท์ เดมพ์ซี่ย์ เป็นชาวอเมริกัน โดยกำเนิด วันเกิด 9 มี.ค. 1983 ส่วนสูง 184 ซม. น้ำหนัก 77 กก.
เล่นตำแหน่ง ปีกขวา,กองกลาง,กองหน้า เขาเริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมเยาวชนในเมืองดัลลัส ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับ เฟอร์แมน ยูนิเวอซิตี้ ในปี 2004 แล้วหลังจากนั้นไม่นาน
เดมพ์ซีย์ ได้ย้ายไปเล่นให้กับ นิวอิงแลนด์ รีโวลลูชั่น สโมสรชื่อดังใน เมเจอร์ลีกซอคเกอร์ โดย เดมพ์ซีย์ ได้ครองตำแหน่งตัวจริงได้หลายตำแหน่งตั้งแต่ กองกลางจนไปถึงกองหน้า

ทั้งตัวเป้าและริมเส้น ซึ่งเล่นได้สักพักเขาก็ได้รับอาการบาดเจ็บที่ขา จนทำให้ไม่สามารถเล่นฟุตบอลไปได้ระยะหนึ่ง โดยในขณะที่เขาค้าแข้งอยู่กับสโมสร นิวอิงแลนด์ รีโวลลูชั่น
และสามารถยิงไปได้ 25 ประตู จากการลงเล่น 71 นัด

คลินท์ เดมพ์ซีย์ หอกประสบการณ์สูงของสโมสรซีแอตเติล ซาวน์เดอร์ส โดนใบแดงไล่ออกจากสนามแบบสุดแปลก หลังดันไปฉีกสมุดโน้ตจดชื่อของผู้ตัดสิน ในเกมพ่าย
พอร์ทแลนด์ ทิมเบอร์ส 1-3 ในศึกยูเอส โอเพ่น คัพ รอบสี่

โดยทั้งสองทีมต่อสู้กันได้อย่างสูสีในเกมนี้ก่อนจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ในเวลา 90 นาที ทำให้ต้องต่อเวลาอีก 30 นาที เพื่อหาผู้ชนะและผ่านเข้าสู่รอบต่อไป

ผลปรากฎว่า ซาวน์เดอร์สในฐานะแชมป์เก่าต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หลังโดนพอร์ทแลนด์ฯยิงเพิ่มในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2 ประตู ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังจบเกแมทช์ด้วยการเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 7 คน
เมื่อมีนักเตะโดนใบแดงไล่ออกถึง 3 คน และ โอบาเฟมี มาร์ติน หอกตัวเก่งได้รับบาดเจ็บในขณะที่ทีมเปลี่ยนผู้เล่นครบโควต้าแล้ว

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเกมนี้คงหนีไม่พ้นจังหวะใบแดงของเดมพ์ซีย์ เนื่องจากเจ้าตัวดันตบะแตกไปฉกสมุดโน้ตในกระเป๋าเชิ้ตดำก่อนฉีกทิ้งลงพื้น
ทำให้เขาได้รับใบเหลืองที่สองเป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม แถมเขายังเดินเข้าไปต่อว่าผู้ช่วยผู้ตัดสินด้วยวาจารุนแรงอีก

ทั้งนี้ สื่อคาดว่าเดมพ์ซีย์มีสิทธิ์โดนแบนยาวถึง 3 เดือนจากพฤติกรรมก้าวร้าวดังกล่าว หากเขายังไม่ยอมออกมากล่าวคำขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

โกเมซ
Uncategorized

เปิดประวัติ ‘ โจ โกเมซ ‘ กองหลังชาวอังกฤษ

โจ โกเมซ เกิด 23 พฤษภาคม 1997 เกิดที่ แค็ทฟอร์ด, อังกฤษ เป็คนสัญชาติ อังกฤษ ส่วนสูง 188 เซนติเมตร ตำแหน่งกองหลัง
ที่ค้าแข้งกับสโมสร ชาร์ลตัน แอธเลติก และทีมชาติชุด ยู16-19 แม้ว่าเขาจะเป็นเซ็นเตอร์แบ็คโดยธรรมชาติ และเขายังสามารถเล่นในตำแหน่งแบ็คขวาได้อีกด้วย

ชาร์ลตัน แอธเลติก (2014-2015)

โกเมซ เกิดที่ในย่าน แค็ทฟอร์ด ในเมือง ลอนดอน และเข้าร่วมกับอคาเดมี่ใกล้บ้านอย่าง ชาร์ลตัน แอธเลติก และลงสนามเปิดตัวกับทีมในชุดยู-18
ในขณะที่เขาอายุเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้น แม้ว่าเขาจะได้รับความสนใจอย่างมากจากหลายสโมสร แต่เขาก็เลือกที่จะเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับ ชาร์ลตัน
และลงสนามในฐานะนักเตะชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกมที่เอาชนะ โคลเชสเตอร์ 4-0 ในศึก ลีก คัพ ที่สนาม เดอะ วัลเล่ย์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2014 โดยลงเล่น 90 นาทีในฐานะแบ็คขวา

หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง เขาก็ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงเกมแรกในลีก จากเกมที่เปิดบ้านเอาชนะ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ 3-2 ในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ
ซึ่ง โก เมซ ลงสนามช่วยทีมทั้งสิ้น 24 นัดตลอดฤดูกาล 2014-15 และเป็นตัวจริงถึง 18 เกม ทั้งในตำแหน่งแบ็คขวาและเซ็นเตอร์แบ็คที่เขาถนัด

ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ปี 2015-ปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2015 ลิเวอร์พูล ประกาศคว้าตัว มาร่วมทัพด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี และมีค่าตัวอยู่ที่ 3.5 ล้านปอนด์ ประมาณ 186 ล้านบาท

ถูกเรียกไปติดทีมชาติอังกฤษใน ชุดยู-16, ยู-17 และ ยู-19 ซึ่งในเดือน พฤษภาคม 2014 เขาเป็นส่วนหนึ่งในทีมที่คว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน ยู-17 2014
ที่ประเทศมอลต้า และยังลงเล่นทุกนาทีให้กับทัพ “สิงโตจูเนียร์” ตลอดทั้ง 5 เกม โดยมีชื่อติดเป็น 1 ในทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ของ ยูฟ่า อีกด้วย

เกียรติประวัติ ในทีมชาติอังกฤษ ยู-17

– แชมป์ ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน ยู-17 : 2014

ส่วนตัว

– ทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน ยู-17 : 2014
– ผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของ ชาร์ลตัน แอธเลติก : 2014-15

การ์ราสโก้
Uncategorized

ประวัติการค้าแข้ง ของ ‘ ยานนิค การ์ราสโก้ ‘

ยานนิค การ์ราสโก้ วันเกิด 4 กันยายน 1993 เกิดที่ ไอเซลเลส, ประเทศเบลเยียม
สัญชาติ เบลเยียม ส่วนสูง 180 เซนติเมตร ตำแหน่ง ปีก สโมสรปัจจุบัน แอตเลติโก มาดริด

ประวัติส่วนตัว
การ์ราสโก้ เกิดที่เมือง ไอเซลเลส ในกรุง บรัสเซลส์ โดยพ่อชาวโปรตุเกสกับแม่ชาวสเปน และกำลังคบหาดูใจกับ โนเอมี่ แฮ๊ปพาร์ท มิสเบลเยียม 2013

โมนาโก

ปี 2010 การ์ราสโก้ย้ายจากสโมสร เก็งค์ เข้าร่วมทีม โมนาโก และเขาได้ลงสนามในฐานะนักเตะอาชีพเต็มตัวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2012
จากเกมเปิดสนาม ลีก เดอซ์ ถล่ม ตูร์ 4-0 โดยลงฤดูกาลนั้นลงเล่นทั้งสิ้น 27 เกมและทำประตูได้ทั้งหมด 6 ลูก ช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้อีกด้วย

เขาต่อสู้อย่างหนักและประเดิมสกอร์แรกใน ลีก เอิง ได้ในวันที่ 5 ตุลาคม 2013 จากเกมที่พบกับ แซงต์ เอเตียนน์ ซึ่งต่อมาอีก 15 วัน การ์ราสโก้
สามารถซัดสองประตูภายใน 10 นาทีแรกของเกมที่บุกไปเจ๊า โซโชซ์ 2-2 โดยท้ายที่สุดเขามีส่วนช่วยให้ทีมจบอันดับรองแชมป์เมื่อฤดูกาลนั้น

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2015 สโมสร แอตเลติโก มาดริด ประกาศคว้าตัว การ์ราสโก้เข้ามาร่วมทัพด้วยสัญญาระยะยาวถึง 5 ปี โดยมีค่าตัวอยู่ที่ 20 ล้านยูโร
ประมาณ 770 ล้านบาท และเขาสามารถพังสกอร์ในสีเสื้อใหม่ได้ในวันที่ 18 ตุลาคม จากเกมที่บุกชนะ เรอัล โซเซียดัด 2-0

ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2016 เขาได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวสำรองแทน ออกุสโต้ เฟร์นานเดซ ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศที่สนาม ซาน ซิโร่
กับทางด้าน เรอัล มาดริด ซึ่งเขาสามารถกดประตูตีเสมอในนาทีที่ 79 ช่วยให้ทีมได้ลุ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ อย่างไรก็ดีทีมของเขาไม่สามารถเถลิงแชมป์ได้
เพราะพ่ายดวลจุดโทษในท้ายที่สุด โดยประตูตีเสมอนั้นทำให้เขาเป็นชาวเบลเยียมคนแรกที่ยิงได้ในรอบชิงชนะเลิศบนเวทียุโรป
การ์ราสโก้ ซัดแฮตทริคแรกในเส้นทางการค้าแข้งได้เป็นครั้งแรกในเกมที่ถล่ม กรานาด้า 7-1 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2016

เส้นทางอาชีพกับทีมชาติ
การ์ราสโก้ ลงสนามกับทีมชาติ เบลเยียม ชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2015 โดยลงสนามเป็นสำรองแทน มารูยาน เฟลไลนี่ ในนาทีที่ 69 จากเกมที่ถล่ม
ไซปรัส 5-0 บนเวที ยูฟ่า ยูโร 2016 รอบคัดเลือก และยังมีชื่อติดเป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลลุยศึกรอบสุดท้ายภายใต้การทำทีมของ มาร์ก วิลม็อต
ในวันที่ 26 มิถุนายน 2015 ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึก ยูฟ่า ยูโร 2016 ที่เมืองตูลูส และสามารถผลิตสกอร์แรกกับทีมชาติได้สำเร็จ
จากเกมที่อัด ฮังการี 4-0 ซึ่งเขาลงสนามมาในฐานะตัวสำรองแทน ดรีส เมอร์เท่นส์ ช่วงครึ่งหลัง

นักฟุตบอลสัญชาติไทย
Uncategorized

นักเตะร้อยล้านวิว สารัช อยู่เย็น

ประวัติ สารัช อยู่เย็น ที่มีชื่อเล่นว่า ตัง เกิดวันที่ 30 พฤษภาคม 2535 เป็น นักฟุตบอลสัญชาติไทย ซึ่งปัจจุบันได้ลงเล่นให้กับ สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในตำแหน่งกองกลาง

ในด้านของการศึกษา ตัง เริ่มเข้าเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลเจริญพงษ์ จังหวัดสมุทรปราการ และได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ในระดับชั้นประถมศึกษา จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ นครราชสีมา และได้ศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ก่อนจะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เส้นทาง นักฟุตบอลสัญชาติไทย อย่าง สารัช อยู่เย็น ได้เริ่มต้นในตอนที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.6 ซึ่งช่วงใหล้ที่จะจบ สารัช ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และในช่วงที่เป็นเด็กเยาวชนของสโมสรเมืองทองนั้น ได้ถูกคาดหวังจากทางสตาฟโค้ชว่าจะได้ เป็นกำลังหลักของสโมสรเมืองทองในภายภาคหน้าด้วยเหตุผลนี้ทำให้ทาง สโมสรเอสซี จีเมืองทอง ยูไนเต็ด ส่งตัวเจ้าตังไปเก็บประสบการณ์กับทีมต่างๆ อาทิเช่น ภูเก็ต เอฟซี และนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ในที่สุดเขาก็กลับมาเป็นตัวหลักให้สโมสรเอสซีจีเมืองทอง ยูไนเต็ด ได้อย่างดีเยี่ยม

ปลายปี ค.ศ. 2014 ในการแข่งขันเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 สารัช อยู่เย็น ก็ร่วมเป็นหนึ่งในทีมชาติสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ โดยเขาเคยกล่าวไว้ว่า..

“จุดสูงสุดของการค้าแข้งของผมอยากจะเป็นตัวหลักของทีมชาติไทย และสโมสรใหญ่ๆ ให้ได้นานที่สุดครับ สโมสรฟุตบอลต่างประเทศที่ชอบมากคือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมมีไอดอลในการเล่นบอล คือ พอล สโคลส์ ซึ่งเขาเล่นอยู่ที่นั้น”

ผลงานในวงการฟุตบอลของ ตัง สารัช อยู่เย็น
ทีมชาติไทย
ค.ศ. 2011 ซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ณ ประเทศอินโดนีเซีย
ค.ศ. 2013 ชนะเลิศแม่โขงคัพ ที่ประเทศกัมพูชา
ค.ศ. 2014 อันดับที่ 4 การแข่งขันฟุตบอลในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 17 ณ เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้
ค.ศ. 2014 ชนะเลิศ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014
ค.ศ. 2015 ชนะเลิศ ซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ณ ประเทศสิงคโปร์

สโมสรฟุตบอลและโรงเรียน
โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี
ค.ศ. 2010-2011 สโมสรฟุตบอลจังหวัดภูเก็ต (ยืมตัว)
ค.ศ. 2012 สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
ค.ศ. 2013 สโมสรฟุตบอลนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี (ยืมตัว)
ค.ศ. 2014 สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด