About Omar

Here are my most recent posts

การ์ราสโก้
Uncategorized

ประวัติการค้าแข้ง ของ ‘ ยานนิค การ์ราสโก้ ‘

ยานนิค การ์ราสโก้ วันเกิด 4 กันยายน 1993 เกิดที่ ไอเซลเลส, ประเทศเบลเยียม
สัญชาติ เบลเยียม ส่วนสูง 180 เซนติเมตร ตำแหน่ง ปีก สโมสรปัจจุบัน แอตเลติโก มาดริด

ประวัติส่วนตัว
การ์ราสโก้ เกิดที่เมือง ไอเซลเลส ในกรุง บรัสเซลส์ โดยพ่อชาวโปรตุเกสกับแม่ชาวสเปน และกำลังคบหาดูใจกับ โนเอมี่ แฮ๊ปพาร์ท มิสเบลเยียม 2013

โมนาโก

ปี 2010 การ์ราสโก้ย้ายจากสโมสร เก็งค์ เข้าร่วมทีม โมนาโก และเขาได้ลงสนามในฐานะนักเตะอาชีพเต็มตัวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2012
จากเกมเปิดสนาม ลีก เดอซ์ ถล่ม ตูร์ 4-0 โดยลงฤดูกาลนั้นลงเล่นทั้งสิ้น 27 เกมและทำประตูได้ทั้งหมด 6 ลูก ช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้อีกด้วย

เขาต่อสู้อย่างหนักและประเดิมสกอร์แรกใน ลีก เอิง ได้ในวันที่ 5 ตุลาคม 2013 จากเกมที่พบกับ แซงต์ เอเตียนน์ ซึ่งต่อมาอีก 15 วัน การ์ราสโก้
สามารถซัดสองประตูภายใน 10 นาทีแรกของเกมที่บุกไปเจ๊า โซโชซ์ 2-2 โดยท้ายที่สุดเขามีส่วนช่วยให้ทีมจบอันดับรองแชมป์เมื่อฤดูกาลนั้น

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2015 สโมสร แอตเลติโก มาดริด ประกาศคว้าตัว การ์ราสโก้เข้ามาร่วมทัพด้วยสัญญาระยะยาวถึง 5 ปี โดยมีค่าตัวอยู่ที่ 20 ล้านยูโร
ประมาณ 770 ล้านบาท และเขาสามารถพังสกอร์ในสีเสื้อใหม่ได้ในวันที่ 18 ตุลาคม จากเกมที่บุกชนะ เรอัล โซเซียดัด 2-0

ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2016 เขาได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวสำรองแทน ออกุสโต้ เฟร์นานเดซ ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศที่สนาม ซาน ซิโร่
กับทางด้าน เรอัล มาดริด ซึ่งเขาสามารถกดประตูตีเสมอในนาทีที่ 79 ช่วยให้ทีมได้ลุ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ อย่างไรก็ดีทีมของเขาไม่สามารถเถลิงแชมป์ได้
เพราะพ่ายดวลจุดโทษในท้ายที่สุด โดยประตูตีเสมอนั้นทำให้เขาเป็นชาวเบลเยียมคนแรกที่ยิงได้ในรอบชิงชนะเลิศบนเวทียุโรป
การ์ราสโก้ ซัดแฮตทริคแรกในเส้นทางการค้าแข้งได้เป็นครั้งแรกในเกมที่ถล่ม กรานาด้า 7-1 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2016

เส้นทางอาชีพกับทีมชาติ
การ์ราสโก้ ลงสนามกับทีมชาติ เบลเยียม ชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2015 โดยลงสนามเป็นสำรองแทน มารูยาน เฟลไลนี่ ในนาทีที่ 69 จากเกมที่ถล่ม
ไซปรัส 5-0 บนเวที ยูฟ่า ยูโร 2016 รอบคัดเลือก และยังมีชื่อติดเป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลลุยศึกรอบสุดท้ายภายใต้การทำทีมของ มาร์ก วิลม็อต
ในวันที่ 26 มิถุนายน 2015 ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึก ยูฟ่า ยูโร 2016 ที่เมืองตูลูส และสามารถผลิตสกอร์แรกกับทีมชาติได้สำเร็จ
จากเกมที่อัด ฮังการี 4-0 ซึ่งเขาลงสนามมาในฐานะตัวสำรองแทน ดรีส เมอร์เท่นส์ ช่วงครึ่งหลัง

นักฟุตบอลสัญชาติไทย
Uncategorized

นักเตะร้อยล้านวิว สารัช อยู่เย็น

ประวัติ สารัช อยู่เย็น ที่มีชื่อเล่นว่า ตัง เกิดวันที่ 30 พฤษภาคม 2535 เป็น นักฟุตบอลสัญชาติไทย ซึ่งปัจจุบันได้ลงเล่นให้กับ สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในตำแหน่งกองกลาง

ในด้านของการศึกษา ตัง เริ่มเข้าเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลเจริญพงษ์ จังหวัดสมุทรปราการ และได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ในระดับชั้นประถมศึกษา จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญ นครราชสีมา และได้ศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ก่อนจะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เส้นทาง นักฟุตบอลสัญชาติไทย อย่าง สารัช อยู่เย็น ได้เริ่มต้นในตอนที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.6 ซึ่งช่วงใหล้ที่จะจบ สารัช ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และในช่วงที่เป็นเด็กเยาวชนของสโมสรเมืองทองนั้น ได้ถูกคาดหวังจากทางสตาฟโค้ชว่าจะได้ เป็นกำลังหลักของสโมสรเมืองทองในภายภาคหน้าด้วยเหตุผลนี้ทำให้ทาง สโมสรเอสซี จีเมืองทอง ยูไนเต็ด ส่งตัวเจ้าตังไปเก็บประสบการณ์กับทีมต่างๆ อาทิเช่น ภูเก็ต เอฟซี และนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ในที่สุดเขาก็กลับมาเป็นตัวหลักให้สโมสรเอสซีจีเมืองทอง ยูไนเต็ด ได้อย่างดีเยี่ยม

ปลายปี ค.ศ. 2014 ในการแข่งขันเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 สารัช อยู่เย็น ก็ร่วมเป็นหนึ่งในทีมชาติสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ โดยเขาเคยกล่าวไว้ว่า..

“จุดสูงสุดของการค้าแข้งของผมอยากจะเป็นตัวหลักของทีมชาติไทย และสโมสรใหญ่ๆ ให้ได้นานที่สุดครับ สโมสรฟุตบอลต่างประเทศที่ชอบมากคือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมมีไอดอลในการเล่นบอล คือ พอล สโคลส์ ซึ่งเขาเล่นอยู่ที่นั้น”

ผลงานในวงการฟุตบอลของ ตัง สารัช อยู่เย็น
ทีมชาติไทย
ค.ศ. 2011 ซีเกมส์ ครั้งที่ 26 ณ ประเทศอินโดนีเซีย
ค.ศ. 2013 ชนะเลิศแม่โขงคัพ ที่ประเทศกัมพูชา
ค.ศ. 2014 อันดับที่ 4 การแข่งขันฟุตบอลในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 17 ณ เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้
ค.ศ. 2014 ชนะเลิศ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014
ค.ศ. 2015 ชนะเลิศ ซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ณ ประเทศสิงคโปร์

สโมสรฟุตบอลและโรงเรียน
โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี
ค.ศ. 2010-2011 สโมสรฟุตบอลจังหวัดภูเก็ต (ยืมตัว)
ค.ศ. 2012 สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
ค.ศ. 2013 สโมสรฟุตบอลนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี (ยืมตัว)
ค.ศ. 2014 สโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลเชลซี
Uncategorized

Eden Michael Hazard นักบอลที่เป็นฝันร้ายของกองหลัง

เอแดน มีกาแอล อาซาร์ Eden Michael Hazard เกิดวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1991 ที่เมืองลาลูเวียร์ ประเทศเบลเยียม
ปัจจุบันเล่นให้กับ สโมสรฟุตบอลเชลซี อาซาร์มีลักษณะที่โดดเด่นด้านการเล่นแบบสร้างสรรค์ ความเร็ว และความสามารถพิเศษ
รวมทั้งได้รับการกล่าวว่าเป็น “กองกลางตัวรุกที่สามารถเปลี่ยนเกมด้วยการเลี้ยงลูกฟุตบอล”

และยังรวมไปถึงได้รับฉายาว่า เป็น “นักฟุตบอลที่เป็นฝันร้ายของกองหลัง” ซึ่งเขาได้รับการเปรียบเทียบความสามารถทักษะและลีลาท่าทางการเล่น
จากสื่อมวลชน และผู้จัดการทีม กับเลียวเนล เมสซี เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี และคริสเตียโน โรนัลโด รวมถึงแกเร็ธ เบล อาซาร์เคยติดผู้เล่นยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2014-2015
อาซาร์เป็นลูกชายของอดีตนักฟุตบอลชาวเบลเยียม และเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลอาชีพในประเทศเบลเยียมกับรัวยาลสตาดแบรนัว สโมสรท้องถิ่น และตูว์บีซ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 เขาได้ย้ายมาเล่นให้กับลีล สโมสรในลีกเอิง โดยอาซาร์ใช้เวลา 2 ปีกับอคาเดมีของสโมสร และเมื่ออายุ 16 ปี เขาได้เล่นกับสโมสรชุดใหญ่ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550
เขาได้กลายเป็นผู้เล่นตัวหลักของสโมสรภายใต้การคุมทีมของรูดี การ์ซีอา ด้วยการลงเล่นมากกว่า 190 นัด ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เขาได้ลงเล่น

และเขายังได้รับรางวัลสหภาพนักฟุตบอลอาชีพนานาชาติ (UNFP) และนักฟุตบอลเยาวชนยอดเยี่ยมแห่งปี และเป็นผู้เล่นคนแรกที่ไม่ใช่ชาวฝรั่งเศสที่ได้รับรางวัลนี้
ในฤดูกาล 2009–10 อาซาร์เป็นผู้เล่นคนแรกที่ได้รับรางวัล 2 ครั้งติดต่อกัน และเขายังได้รับการคัดเลือกเป็นทีมยอดเยี่ยมแห่งปีอีกด้วย

นักเตะทีมชาติอิตาลี
Uncategorized

ประวัติ นักเตะทีมชาติอิตาลี มัตเตโอ ดาร์เมี่ยน

มัตเตโอ ดาร์เมี่ยน เป็น นักเตะทีมชาติอิตาลี ได้รับการยอมรับ และเขาถูกจับตามองในระหว่างศึกฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิล

แม้ว่าเขาจะลงเล่นรับใช้ให้เป็น นักเตะทีมชาติอิตาลี ในเกมกระชับมิตรกับไอร์แลนด์ ที่สนาม คราเวน ค๊อตเทจ
ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มเพียงนัดเดียวเท่านั้น ทว่ากองหลัง โตริโน่ ก็ได้รับเลือกจากกุนซือ เชซาเร่ ปรันเดลลี่ เป็น 23 ขุนพลไปลุยฟุตบอลโลกและได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทุกนัดในรอบแบ่งกลุ่ม

เกมนัดเปิดสนามรอบแบ่งกลุ่มที่เจอกับอังกฤษ มัตเตโอ ดาร์เมี่ยน ได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นและสร้างปัญหาให้กับ เลย์ตัน เบนส์ แบ็กซ้ายของอังกฤษได้เป็นอย่างดีตอนที่โดนบุก

จากฟอร์มส่วนตัวที่ดีทำให้เขาได้รับรางวัล “นักเตะยอดเยี่ยมของทีมชาติอิตาลีปี 2014” Pallone Azzurro ซึ่งเขารับรางวัลนี้เมื่อต้นปี 2015 ขณะที่ในนามทีมชาติดูเหมือนว่าเขาจะปักหลักเป็นขาประจำกับทีมได้แล้วในตำแหน่งแบ็กขวา

ในระดับสโมสร เขาเริ่มต้นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟกับเอซี มิลาน โดยได้รับโอกาสในลงเล่นเป็นเกมแรกในศึก โคปปา อิตาเลีย เจอกับ เบรสชา ตอนอายุ 16 ปี ที่สุดแล้วเขาเองก็ไม่สามารถทะลุขึ้นเป็นตัวหลักของทีมชุดใหญ่ “รอสโซเนรี่” ได้ ต่อมา ดาร์เมี่ยน ตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับ ปาโดว่า ใน เซเรีย บี แบบยืมตัวก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับ ปาแลร์โม่ ในปี 2010

ถึงแม้ว่า ดาร์เมี่ยนเอง จะมีประสบการณ์ในเกมยุโรปในศึกยูโรป้าลีก เขาตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งด้วยการลงไปเล่นใน เซเรีย บี อีกครั้งกับ โตริโน่ ด้วยสัญญายืมตัวในช่วงแรกหลังจากเจ้าตัวประสบปัญหาอาการบาดเจ็บ
รบกวนตลอดฤดูกาลกับปาแลร์โม่

เขาสามารถพิสูจน์ตัวเองและยึดตำแหน่งตัวจริงกับทีม “กรานาต้า” เอาไว้ได้ และยังคงช่วยให้ทีมกลับขึ้นมาเล่นในเซเรียอาได้สำเร็จในปีแรกที่เขาอยู่กับสโมสร หลังจากนั้นแข้งที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน เลนญาโน่ ก็ลงเล่นให้ โตริโน่ ใน 4 ฤดูกาลต่อมาไม่เคยต่ำกว่า 30 เกมเลย

ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในฟูลแบ็กที่ดุดันที่สุดในยุโรป ความสามารถในการพาบอลขึ้นเกมของเขาเป็นประโยชน์อย่างมากซึ่งสัมพันธ์กับความฉลาดในการเล่นเกมรับของเขา

ดาร์เมี่ยน ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ อันโตนิโอ คาบรินี่ กองหลังระดับตำนานของยูเวนตุส และทีมชาติอิตาลี การย้ายทีมของ เขาในครั้งนี้จะทำให้ ดาร์เมี่ยน กลายเป็นนักเตะอิตาเลี่ยนคนที่ 5 ในทีมชุดใหญ่ของแมนฯยูฯ ต่อจาก คาร์โล ซาร์โตรี่ (คนแรก), มัสซิโม่ ตาอิบี้, จูเซปเป้ รอสซี่ และ เฟเดริโก้ มาเคด้า รวมถึงเป็นนักเตะโตริโน่คนที่ 2 ที่ย้ายมาแมนฯยูฯต่อจาก เดนิส ลอว์ เมื่อปี 1962

ระดับเยาวชน 2001-09 : เอซี มิลาน

ระดับทีมชุดใหญ่
2006-09 มิลาน 4 นัด
2009-10 ปาโดว่า (ยืมตัว) 22 นัด, ยิงได้ 1 ประตู
2010-11 ปาแลร์โม่ 11 นัด
2011-15 โตริโน่ 133 นัด, ยิงได้ 3 ประตู
2015-… แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ระดับทีมชาติ
2006 อิตาลี ยู17, 7 นัด
2006 อิตาลี ยู18, 5 นัด
2007-08 อิตาลี ยู19, 11 นัด
2008-09 อิตาลี ยู20, 7 นัด
2009 อิตาลี ยู21, 1 นัด
2014-ปัจจุบัน อิตาลีชุดใหญ่, 13 นัด

ระดับสโมสร มิลาน

แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2006-07
แชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2007

ทีม เซเรีย อา ยอดเยี่ยมฤดูกาล 2013/14
นักเตะทีมชาติอิตาลียอดเยี่ยม 2014

นักฟุตบอล กองหน้า
Uncategorized

ประวัติของ ลูคัส โพดอลสกี้ นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม

ลูคัส โพดอลสกี้ นักฟุตบอล กองหน้า

ประวัติ ลูคัส โพดอลสกี้ เกิด วันที่ 4 มิถุนายน 1985 ที่ กลีไวซ์ ประเทศโปแลนด์ สัญชาติ
เยอรมัน ส่วนสูง 182 เซนติเมตร นักฟุตบอล กองหน้า

ผู้ครอบครองรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำศึกฟุตบอลโลก 2006 พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเป็นหนึ่งในกองหน้าที่เด็ดขาดที่สุดของเยอรมันในยุคนี้ 

แม้ว่าจะไม่ค่อยได้รับโอกาสจากบาเยิร์น มิวนิค สังกัดเดิมซักเท่าไหร่ก็ตาม

ลูคัส โพอลสกี้ เป็นนักเตะที่เกิดในประเทศโปแลนด์เช่นเดียวกับ มิโรลาฟ โคเซ่ หัวหอกเพื่อนร่วมทีม 

แต่ได้ย้ายมาอยู่เยอรมันกับครอบครัวตั้งแต่อายุเพียง ขวบ ที่เมืองโคโลจน์

โพลดี้ เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ 6 ขวบในทีมเยาวชนของเอฟซี เบิร์กไฮม์ ก่อนจะย้ายมาร่วมโคโลญจน์ เมื่อปี 1995 ในฐานะนักเตะฝึกหัด

ซึ่งพรสวรรค์ของเขาได้ฉายแววออกมาอย่างโดดเด่น จนทำให้เหล่าสตาฟฟ์โค้ชของทีม “แพะบ้า” ตัดสินใจเรียกขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่เมื่อปี 2003

ฤดูกาลแรกกับ โคโญจน์ นั้น โพดอลสกี้ ทำได้ถึง 10 ประตูจากการลงสนาม 19 นัดแรกในทีมชุดใหญ่

และแม้ว่าจะไม่สามารถช่วยให้ต้นสังกัดรอดพ้นจากการตกชั้นได้ แต่ก็ทำให้เขากลายเป็นนักเตะวัย 18 ปี

ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของบุนเดสลีก้า

จากฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงดังกล่าวทำให้ โพดอลสกี้ ถูกเรียกติดทีมชาติเยอรมันในศึกยูโร 2004

และได้รับความสนใจจากหลายสโมสรชื่อดังจำนวนมาก

แต่เขาก็ยังปักหลักอยู่ช่วยทีม “แพะบ้า” ต่อไป ก่อนจะช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นกลับมาเล่นในลีกสูงสุดของเมืองเบียร์ได้อีกครั้ง

พร้อมกับคว้าตำแหน่งดาวซัลโว ลีก้า 2 ไปด้วยจำนวน 24 ประตู

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ โคโลญจน์ ตกชั้นอีกครั้งในฤดูกาล 2006 หัวหอกเลือดโปล์ ก็ได้ตัดสินใจอำลาทีม

และย้ายไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่จากแคว้นบาวาเรีย ด้วยค่าตัวราว 10 ล้านยูโร (ประมาณ 500 ล้านบาท)
โดยเขาลงสนามในบุนเดสลีก้าเกมแรกให้กับ “เสือใต้” เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2006 ในเกมที่ชนะ ดอร์ทมุนด์ 2-0 ก่อนจะยิงประตูแรกได้ในลีก

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. ในปีเดียวกัน และช่วยให้ทีมชนะแฮร์ธ่า เบอร์ลิน 4-2

สถานการณ์ในถิ่นอลิอันซ์ อารีน่า ของ โพลดี้ ยังไม่ดีขึ้นในฤดูกาล 2007-08 เนื่องจาก บาเยิร์น ได้สองกองหน้าใหม่มาร่วมทีม

นั่นคือ โคลเซ่ และ ลูก้า โทนี่ หัวหอกแชมป์โลกที่ย้ายมาจากฟิออเรนติน่า
และทั้งสองคนก็ประสานงานกันได้เป็นอย่างดีโดยมี ฟรองค์ ริเบรี่ เพลย์เมกเกอร์ชาวฝรั่งเศส เป็นตัวปั้นเกม และนั่นก็ทำให้ โพดอลสกี้ ต้องหลุดไปเป็นตัวสำรองโดยปริยาย

แม้จะไม่ค่อยได้ลงเล่นเป็นตัวจริงมากนักในซีซั่นที่ผ่านมา และทำได้แค่ 5 ประตูจากการลงสนาม 24 นัดในลีก แต่ โพลดี้ ก็ยังเป็น 1 ใน 23 นักเตะที่ โยอาคิม เลิฟ กุนซือทีมชาติเยอรมัน เลือกไปสู้ศึกยูโร 2008 อยู่ดี

ทั้งนี้ โพดอลสกี้ ติดทีม “อินทรีเหล็ก” ครั้งแรกหลังจากที่ฉลองวันเกิดครบ 19 ปีได้เพียง 2 วัน โดยเขาถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองในเกมที่พบกับ โปรตุเกส ในขณะที่ ประตูแรกกับทีมชาติเยอรมันของเขา
เกิดขึ้นในเกมนัดกระชับมิตรที่บุกมาถล่มทีมชาติไทย 5-1ในวันที่ 21 ธ.ค. 2004 โดยเขาเหมาคนเดียว 2 ประตู

การแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในนามทีมชาติของ โพดอลสกี้ เกิดขึ้นในศึกเวิลด์ คัพ 2006 เมื่อเขาทำจบทัวร์นาเมนต์ด้วยการทำ 3 ประตู และคว้าตำแหน่งรองดาวซัลโวร่วมของทัวร์นาเมนต์ต่อจาก โคลเซ่  ได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม

การทำประตูในนามทีมชาติของหัวหอกวัย 23 ปี ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และในศึกยูโร 2008 รอบคัดเลือก เขาก็กดคนเดียวถึง 4 ประตูในเกมที่ถล่มสมันน้อยอย่าง ซาน มาริโน่ 13-0

ในรอบสุดท้ายของศึกยูโร 2008 ไม่มีใครคิดว่า “โพลดี้” ซึ่งเข้าๆ ออกๆ จาก 11 คนแรกใน บาเยิร์น มิวนิค จะกลายเป็นคีย์แมนที่อินทรีเหล็กขาดไม่ได้ ทว่าเขาอาจเกิดมาเพื่อรายการใหญ่โดยเฉพาะ ซึ่งในฟุตบอลโลก 2006 ก็ฉายแววเด่นจนซิวรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยม มาครั้งนี้ก็จัดการกดไป 3 เม็ดในรอบแรก

ก่อนถวายพานให้ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ เบิกร่องในเกมบี้ โปรตุเกส แบบเร้าใจ

ในฤดูกาล2008/09 โพดอลสกีได้ลงสนามให้กับทีมเสือใต้ทั้งหมดทุกรายการ 31 นัดเท่านั้น ซึ่งดีกรีนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมอย่างเขาไม่สามารถทนต่อสภาพตัวสำรองที่เป็นอยู่ได้ จนในที่สุดเขาก็ได้ย้ายกลับไปยังทีม “แพะบ้า” โคโลญจ์ ทีมที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาเป็นทีมแรกอีกครั้ง

ติโม แวร์เนอร์ timo werner
Uncategorized

ติโม แวร์เนอร์ timo werner

ติโม แวร์เนอร์ timo werner ประวัติส่วนตัว

ติโม แวร์เนอร์ timo werner (เกิด 6 มีนาคม 1996) สถานที่เกิด : สตุ๊ตการ์ต, ประเทศเยอรมัน สัญชาติ เยอรมัน ส่วนสูง 181 เซนติเมตร สโมสรปัจจุบัน ไลป์ซิก นักฟุตบอลอาชีพในตำแหน่งกองหน้า อดีตเด็กปั้นอคาเดมี่ของ สตุ๊ตการ์ต
ซึ่งปัจจุบันลงเล่นให้กับสโมสร ไลป์ซิก และ ทีมชาติเยอรมัน

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

สตุ๊ตการ์ต

เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับสโมสร สตุ๊ตการ์ต เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2013 ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือก พบกับทีม โบเตฟ พลอฟดิฟ ด้วยวัยเพียง 17 ปี 4 เดือนกับอีก 25 วันเท่านั้น ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในแมตช์เป็นทางการให้กับทีมบุนเดสลีก้าอย่าง “ม้าขาว”

แวร์เนอร์ ลงสนามในศึกบุนเดสลีก้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2013 พบกับ เลเวอร์คูเซ่น ต่อมาในวันที่ 22 กันยายน 2013 เขาสามารถเปิดสกอร์แรกบนลีกสูงสุดในเกมที่เผชิญหน้ากับทางด้าน ไอทรัคต์ แฟร้งค์เฟิร์ต หลังจากนั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน เขามีส่วนช่วยให้ทีมเอาชนะ ไฟร์บวร์ก 3-1 ด้วยการซัดประตูช่วง 2-0 และ 3-1 นั่นทำให้เขากลายเป็นดาวเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีก้า ที่สามารถยิงสองประตูในเกมเดียวกันได้
ตลอด 3 ปีกับสโมสร แวร์เนอร์ ซัดไปทั้งสิ้น 13 ประตูจาก 95 เกมลีกที่ลงสนาม ก่อนจะถูกทางด้านของ ไลป์ซิก ทีมน้องใหม่ไฟแรงคว้าตัวไปเสริมทัพก่อนลุยศึกบุนเดสลีก้าของฤดูกาล 2016-17

ไลป์ซิก

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2016 แวร์เนอร์ ตกลงเซ็นสัญญาระยะยาว 4 ปีกับทีม ไลป์ซิก โดยมีค่าตัวอยู่ที่ 10 ล้านยูโร (ประมาณ 388 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติการย้ายตัวสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย

เขาปิดฉากฤดูกาล 2016-17 ด้วยผลงานอันสุดยอด ซัดไปทั้งสิ้น 21 ประตูจาก 31 เกมลีกที่ลงเล่น และนั่นทำให้เขาถูกเรียกติดทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่เข้าจนได้

เส้นทางในระดับทีมชาติ

 

แหล่งที่มา  sport-idol

คิลิย็อง เอ็มบัปเป้
Uncategorized

ประวัตินักบอล คิลิย็อง เอ็มบัปเป้

คิลิย็อง เอ็มบัปเป้ นักกีฬาฟุตบอลถือว่าเป็นอีกหนึ่งไอดอลของเด็กยุคนี้ ทั้งความเก่งกาจในสนามและคาแรคเตอร์นอกสนามทำให้นักฟุตบอลมีสถานะไม่แตกต่างจากเซเลป ซุปตาร์เลยก็ว่าได้ หลังจากประเทศฝรั่งเศสประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์โลกหนล่าสุดไปทำให้นักฟุตบอลหลายคนเป็นที่จับตามองขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือ คิลิย็อง เอ็มบัปเป้ กองหน้าวัยรุ่นที่แจ้งเกิดเต็มตัวจากฟุตบอลโลกคราวนี้ เค้าเป็นใคร

ชื่อนี้หากเป็นในฝรั่งเศส เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักเนื่องจากเค้าเป็นส่วนสำคัญประการหนึ่งทำให้ฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกมาครองได้ แต่หากเป็นคนอื่นอาจจะเกาหัวนิดหน่อย
นายคนนี้เกิดเมื่อเดือนธันวาคม 1998 เริ่มเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหน้าแล้วพัฒนาตัวเองเรื่อยมาจนกลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่น่าจับมองมากที่สุดก่อนจะขึ้นแท่นแชมป์โลกร่วมกับประเทศฝรั่งเศสบ้านเกิดของเค้าเอง

เส้นทางฟุตบอล
เส้นทางฟุตบอลของเด็กคนนี้ต้องย้อนไปตั้งแต่ยังเด็กเลย เค้าฝึกฝนกับพ่อของเค้าจากนั้นก็เล่นให้ทีมสมัครเล่นอย่าง เอเอส บรูงดี้ ทีมที่พ่อของเค้าเป็นคนฝึกเองนั่นแหละ
ตอนนั้นเค้าได้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่จนทำให้สโมสรใหญ่ในประเทศต่างรุมจีบเพื่อจะคว้าตัวไปให้ได้ สุดท้ายกลายเป็น โมนาโก สโมสรในประเทศคว้าตัวเค้าไปเล่นในระดับเยาวชนจนได้ ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเค้าโดดเด่นจนทำให้เจ้าตัวสามารถยกระดับตัวเองมาเล่นทีมชุดใหญ่ของโมนาโกได้เลย

หลังจากเล่นกับทีมสำรองโมนาโกมาถึงสองปี โอกาสของเค้าก็ถึง เมื่อเค้าได้มีโอกาสลงเล่นทีมชุดใหญ่ของโมนาโก เค้าได้ลงสนามเล่นเกมลีค เอิงซึ่งเป็นลีคใหญ่สุดของประเทศเดือนธันวาคม 2015 ซึ่งตอนนั้นเค้ามีอายุเพียงแค่ 16 ปีกว่าๆ เท่านั่นเอง ไม่เพียงเท่านั้น คิลิย็อง เอ็มบัปเป้ ยังได้ทำลายสถิติการลงสนามอายุน้อยสุดเดิมของเธียร์รี่ อองรี่ สตาร์ลูกหนังฝรั่งเศสรุ่นพี่อีกด้วย

ดาวรุ่ง พุ่งทะยานฟ้า
หลังจากลงสนามเกมแรกไปแล้ว เค้าก็เหมือนดาวรุ่งพุ่งทะยานฟ้าที่ไม่ว่าอะไรก็มาหยุดไม่อยู่ เค้าพังตาข่ายเป็นว่าเล่น เค้าเล่นในตำแหน่งกองหน้าที่เหมือนเพชรฆาตผู้ซึ่งผ่านสังเวียนมายาวนาน จำนวนประตู จำนวนแอสซิสต์ จำนวนแฮตทริค (การยิงได้ 3 ประตูในเกมเดียว) เป็นสถิติที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดกับนักเตะที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ

ล่าสุดเจ้าตัวได้ย้ายทีมไปร่วมกับ เหล่าสตาร์ระดับประเทศอย่าง ปารีส แซงแชกแมงค์ ทีมเงินถุงเงินถังประจำลีก แม้ว่าในตำแหน่งของเค้าจะมีนักเตะมากความสามารถมากมายคอยแย่งตำแหน่ง แต่สุดท้าย เค้าก็ได้ลงเล่นเป็นประจำอยู่ดีรวมถึงคว้าแชมป์มามากมายกับทีมอีกด้วย ด้วยวัยของเค้าเชื่อว่าคงมีอีกหลายแชมป์ที่เค้าจะคว้าได้

 

แหล่งที่มา    yanokisho

ฮัลร็อบสัน-คานู
Uncategorized

ฮัล ร็อบสัน-คานู Hal Robson-Kanu

ฮัล ร็อบสัน-คานู Hal Robson-Kanu นักเตะสโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิขอัลเบียน

 

ฮัล ร็อบสัน-คานู นักฟุตบอล​ชาวเวลส์เชื้อสายไนจีเรีย ลงเล่นในตำแหน่งกองกลางหรือกองหน้า ปัจจุบันสังกัดสโมสรเวสต์บรอมมิช อัลเบียน ในพรีเมียร์ลีก

และเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลทีมชาติเวลส์​ชุดที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส​ วิกิพีเดีย
เกิดเมื่อ 21 พฤษภาคม 2532 (อายุ 30 ปี), Acton, ลอนดอน, สหราชอาณาจักร
ความสูง 1.85 ม น้ำหนัก 83 kg เริ่มเข้าสู่วงการ พ.ศ. 2550

 

ประวัติการค้าแข้ง

ร็อบสัน-คานู เกิดที่แอ็คตันในกรุงลอนดอน และเริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งกับ อาร์เซน่อล สมัยที่ยังเป็นนักเรียนด้วยวัย 10 ขวบ แต่หลังจากนั้น

ร็อบสัน-คานู ก็ถูกปล่อยตัวออกจากสโมสร ในวัย 15 ปี เขาได้ย้ายมาร่วมทัพ เร้ดดิ้ง ด้วยการชักชวนของ แบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอะคาเดมี่อยู่ในเวลานั้น

หลังจากผ่านการฝึกหัดจากอะคาเดมี่ ร็อบสัน-คานู เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ เร้ดดิ้ง ในเดือนกรกฎาคม 2007 ด้วยระยะเวลา 2 ปี และในที่สุด

เขาก็ได้โอกาสรับใช้ทีมชุดใหญ่ของ “เดอะ รอยัล” เป็นครั้งแรก ในรายการ พีซ คัพ ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการลงเตะกับ ริเวอร์ เพลท และ ชิมิซึ เอส-พัลส์

สำหรับเกมอย่างเป็นทางการนั้น ร็อบสัน-คานู กลับได้รับโอกาสลงสนามกับ เซาธ์เอนด์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรแรก ด้วยสัญญายืมตัวมาจาก เร้ดดิ้ง

ในฤดูกาล 2007-08 ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาในครึ่งหลังในนัดที่บุกเสมอ เลย์ตัน โอเรียนท์ 2-2 ต่อมา ร็อบสัน-คานู ก็ยิงประตูแรกในการค้าแข้งอาชีพให้กับตัวเองได้ในนัดที่พบกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์

ในฤดูกาล 2008-09 ร็อบสัน-คานู ถูกปล่อยตัวไปให้กับ เซาธ์เอนด์ ยูไนเต็ด ยืมตัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขามีโอกาสลงสนามแค่ 6 นัด และทำประตูได้เพียงลูกเดียว หลังจากนั้นก็เป็น สวินดอน ทาวน์ ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาในช่วงที่เหลือของฤดูกาลเพื่อขอยืมเขาไปเล่น

กว่าจะได้ลงสนามอย่างเป็นทางการในนามของ เร้ดดิ้ง สโมสรที่ปลุกปั้น ร็อบสัน-คานู มา เขาต้องรอถึงฤดูกาล 2009-10 เลยทีเดียว ซึ่งในฤดูกาลนี้ ร็อบสัน-คานู ได้รับโอกาสลงเล่นทั้งสิ้น 17 นัด แต่ไม่สามารถทำประตูได้เลย

ประตูแรกของ ร็อบสัน-คานู อย่างเป็นทางการให้กับ “เดอะ รอยัล” เป็นประตูจากศึกลีก คัพ ที่พบกับ นอร์ทแธมป์ตัน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2010 ซึ่งในฤดูกาล 2010-11 นี้ เขาลงสนามช่วยทีมไปทั้งหมด 29 นัด และยิงได้ 5 ประตู

ต่อมาในฤดูกาล 2011-12 ร็อบสัน-คานู กลายเป็นกำลังสำคัญของทีม เมื่อมีโอกาสลงสนามถึง 36 นัด และยิงได้ 4 ประตู ช่วยให้ เร้ดดิ้ง เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

และในฤดูกาล 2012-13 ร็อบสัน-คานู ก็ยังคงได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ “เดอะ รอยัล” รอดพ้นการตกชั้นไปได้

ฤดูกาล 2013-14 เร้ดดิ้ง ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ในศึกแชมเปี้ยนชิพ ซึ่งในยุคนี้มี ไนเจล แอดกิ้นส์ เป็นผู้จัดการทีม แต่ ร็อบสัน-คานู ก็ยังคงได้รับความไว้วางใจเหมือนเดิม เมื่อได้ลงสนามถึง 36 นัดในทุกรายการ และยิงประตูได้ทั้งหมด 4 ลูก

ร็อบสัน-คานู เป็นตัวหลักของ “เดอะ รอยัล” มาโดยตลอด ทั้งในฤดูกาล 2014-15 และฤดูกาลล่าสุด (2015-16) แต่เขาอาจจะโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีนัก เมื่อลงสนามทั้งสองฤดูกาลรวมกันทังหมด 57 นัด

แต่ยิงประตูได้แค่ 4 ลูกเท่านั้น ทำให้ต้นสังกัดตัดสินใจไม่ยื่นสัญญาฉบับใหม่แก่เขา ดังนั้น ร็อบสัน-คานู จึงเป็นนักเตะไร้สังกัดมาถึงปัจจุบันนี้

สำหรับในระดับทีมชาติ ร็อบสัน-คานู ลงเล่นในนามทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่เขาเกิด ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2007 ในนัดที่ “สิงโตน้อย” พบกับทีมชาติเยอรมัน

ต่อมาในปี 2009 เขาก็ถูกเรียกไปติดทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในนัดที่พบกับ มอนเตเนโกร

แต่แล้วในปี 2010 ร็อบสัน-คานู ก็เลือกที่จะเปลี่ยนไปเล่นทีมชาติเวลส์ตามเชื้อสายของย่า เขาถูกเรียกติดทีม “มังกรแดง” รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ครั้งแรก ในนัดอุ่นเครื่องกับ ออสเตรีย เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2010 และเพียงแค่ 5 วันถัดมา ร็อบสัน-คานู ก็ได้รับโอกาสลงเล่นให้กับทีมชาติเวลส์ชุดใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนตัวลงมาแทน โรเบิร์ต เอิร์นชอว์

ในช่วงครึ่งหลังในนัดที่พ่ายแพ้ต่อ โครเอเชีย 0-2 ร็อบสัน-คานู ยิงประตูแรกในนามทีมชาติเวลส์ได้ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2013 ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป ที่บุกไปเอาชนะ สก็อตแลนด์ ได้ถึงถิ่น 2-1

ศูนย์หน้าวัย 27 ปี รายนี้ ประสบความสำเร็จพา เวลส์ ผ่านเข้าสู่ศึกยูโร 2016 ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในรอบคัดเลือก และในศึกยูโร 2016 รอบสุดท้ายนี้ ร็อบสัน-คานู ยิงประตูแรกให้กับตัวเขาเองได้ในนัดที่เฉือน สโลวาเกีย 2-1 ซึ่งเป็นนัดเปิดสนามของทีม “มังกรแดง” อีกด้วย

และล่าสุด ในศึกยูโร 2016 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ร็อบสัน-คานู ยิงประตูให้กับทีมชาติเวลส์ได้เป็นลูกที่สองของตัวเขาเอง และเป็นประตูที่สุดคลาสสิค หลังจากที่เขาล็อคบอลหลบ 3 กองหลังของเบลเยี่ยมด้วยท่า “ครัฟฟ์ เทิร์น” และยิงผ่านมือ ติบอร์ คูร์ตัวร์ เข้าไปแบบไม่พลาด ส่งผลให้ “มังกรแดง” บินผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ…

เปาโล ดีบาล่า
Uncategorized

เปาโล ดีบาล่า Paulo Dybala นักเตะสโมสรยูเวนตุส

เปาโล ดีบาล่า ประวัติ Paulo Dybala เชื้อชาติ อาร์เจนติน่า เกิด15 พฤศจิกายน 1993

 

เปาโล ดีบาล่า สถานที่เกิด ลากูน่า ลาร์ก้า, กอร์โดบ้า, อาร์เจนติน่า ตำแหน่ง กองหน้า สโมสร ยูเวนตุส

ปู่ของเขา โบเลสลาฟ ดีบาล่า มาจากหมู่บ้านในเมืองคราสนิออฟ ประเทศโปแลนด์ นอกจากนี้ย่าของเขาก็มีเชื่อสายอิตาเลียน มาจากเมืองเนเปิ้ลส์

ประวัติค้าแข้ง
อินสติตูโต้ เดอ กอร์โดบ้า 2011-2012

ดีบาล่าประเดิมสนามระดับอาชีพครั้งแรกในศึกพริเมร่า บี นาซิอองนาล (ดิวิชั่นสองของลีกอาร์เจนติน่า) กับสโมสรบ้านเกิดของเขาอย่าง อินสติตูโต้ เดอ กอร์โดบ้า ในวัยแค่ 17 ปี ลงเล่นทั้งหมด 40 นัด ซัดไป 17 ประตู ทำลายสถิติดาวซัลโวอายุน้อยที่สุดของ มาริโอ เคมเปส แถมยังเป็นคนแรกที่ลงเล่นในเกมลีกอาชีพทั้ง 38 นัด ทำลายสถิติของเคมเปสคนเดิม และยังทำได้สองแฮทริคในซีซั่นเดียว บวกกับยิงประตูติดต่อกันถึง 6 นัด ก้าวข้ามสถิติเดิมที่ทำไว้ 4 นัด

ปาแลร์โม่ 2012-2015

เมาริซิโอ ซามปารินี่ ประธานสโมสรปาแลร์โม่ ประกาศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2012 ว่าได้จัดการเซ็นสัญญาดีบาล่าไปร่วมทีมเป็นที่เรียบร้อย “เราได้ตัวเปาโล ดีบาล่า หรือ เซร์คิโอ อเกวโร่ คนใหม่” ต่อมาในวันเดียวกัน โฮเซ่ โตซ์ เลขานุการสโมสรอินสติตูโต้ เผยว่าคนที่เจรจาดีลนี้กับปาแลร์โม่ ไม่มีอำนาจที่จะขายดีบาล่าให้ใคร

ทว่าต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2012 ปาแลร์โม่ก็ได้แถลงข่าวยืนยันการเซ็นสัญญากับดีบาล่า เป็นระยะเวลา 4 ปี กับสโมสรแห่งเกาะซิซิลี ลงประเดิมสนามนัดแรกให้ทีม “โรซาเนโร่” ในเกมเซเรีย อา ในเกมกับลาซิโอ ซัดประตูแรกและประตูที่สองในลีกอิตาลีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2012 เมื่อเปิดบ้านเอาชนะซามพ์โดเรียไป 2-0

ดีบาล่าระเบิดฟอร์มครึ่งแรกของซีซั่น 2014-2015 ซัดไป 10 ประตู จับคู่สร้างผลงานน่าเกรงขามกับหัวหอกลูกครึ่งอาร์เจนไตน์-อิตาเลี่ยน อย่าง ฟรังโก้ วาซเกซ และเริ่มมีข่าวกับสโมสรระดับท็อปในยุโรป จบซีซั่นทำได้ 13 ประตู กับอีก 10 แอสซิสต์ เป็นหนึ่งในผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดของสโมสร

ยูเวนตุส 2015-ปัจจุบัน

4 มิถุนายน 2015 ยูเวนตุสประกาศเซ็นสัญญาคว้าตัวดีบาล่าไปร่วมทีมเป็นระยะเวลา 5 ปี ด้วยค่าตัว 32 ล้านยูโร (บวกเพิ่มเติมอีก 8 ล้านยูโร) ได้รับเสื้อหมายเลข 21 ซึ่งเป็นเบอร์เก่าของ อันเดรีย ปิร์โล่ ที่เพิ่งย้ายออกไป ลงประเดิมสนามนัดแรกในวันที่ 8 สิงหาคม ถูกเปลี่ยนตัวกับคิงสลีย์ โกม็อง ในเกมกับลาซิโอ นาทีที่ 61 ของศึกซุปเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า

ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2015 ก็ได้ลงเล่นเกมที่สองในลีก และทำประตูในลีกลูกแรกได้ในนาทีที่ 87 ช่วยทีมเอาชนะโรม่า 2-1 ตามมาด้วยประตูแรกของเขาในศึกโคปปา อิตาเลีย ที่เอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองอย่างโตริโน่ไป 4-0 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม

ทีมชาติ
ด้วยความที่เป็นพลเมืองของสองประเทศ ดีบาล่าจึงสามารถเลือกเล่นได้ดับทั้งโปแลนด์และอิตาลี แต่เคยได้บอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าเขาฝันที่จะรับใช้ทีมชาติอาร์เจนติน่ามาตลอด แม้จะเลือกเป็นตัวแทนให้ทีม “ฟ้าขาว” แต่ดีบาล่ายังคงมีสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับประเทศบ้านเกิดของปู่ของเขา ซึ่งเปรียบเสมือนสายเลือดของครอบครัว

ดีบาล่าถูกเรียกตัวติดทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดยู-17 ลงทำศึก XVI แพน อเมริกัน เกมส์ แต่ท้ายที่สุดเขากลับไม่ได้มีส่วนร่วมในการแข่งขันดังกล่าว จนเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2012 ก็ถูกเรียกติดทีมชาติชุดยู-20 เป็นครั้งแรก แต่เขากลับปฏิเสธคำเชิญนั้นไป

22 กันยายน 2015 เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกโดย เคราโด้ มาร์ติโน่ แต่กว่าจะได้ลงประเดิมสนามก็ต้องรอถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2015 โดยถูกเปลี่ยนตัวลงสนามแทนคาร์ลอส เตเบซ ในนาทีที่ 75 ของศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก ที่เจอกับปารากวัย…

อันเดรีย เบล็อตติ
Uncategorized

อันเดรีย เบล็อตติ Andrea Belotti

อันเดรีย เบล็อตติ (เกิด 20 ธันวาคม 1993) สถานที่เกิด กัลซิเนเต้, ประเทศอิตาลี นักฟุตบอลอิตาเลี่ยน

ผู้ที่เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าให้กับสโมสร โตริโน่ และทีมชาติ อิตาลี เขามีชื่อเล่นว่า “อิล กัลโล่” หรือ “เจ้าไก่งวง” เบล็อตติ เริ่มต้นค้าแข้งกับทีม อัลบิโน่เลฟเฟ่ ก่อนจะย้ายไปซบ ปาแลร์โม่ และสามารถพาทีมคว้าแชมป์ เซเรีย บี ในฤดูกาล 2013-14 ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ถูกดึงตัวไปเล่นให้กับ โตริโน่ ในปี 2015

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

อัลบิโน่เลฟเฟ่

ก้าวแรกของเขาในฐานะนักฟุตบอล เริ่มต้นที่โรงเรียนวาทศิลป์แห่งกอร์ลาโก้ หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการทดสอบฝีเท้ากับ อตาลันต้า เบล็อตติ ได้ตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับ อัลบิโน่เลฟเฟ่ และถูกส่งให้ไปร่วมฝึกในระบบเยาวชนของสโมสร ต่อมาเขาได้รับโอกาสลงสนามเปิด

ตัวอย่างเป็นทางการกับชุดใหญ่ในฤดูกาล 2011-12 ซึ่งเขาสามารถยิงได้ 2 ประตูจาก 8 เกมที่ลงเล่นใน เซเรีย บี ขณะเดียวกันก็ควบตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมเยาวชนในซีซั่นนั้นด้วย
ในฤดูกาลต่อมา เขาก็ถูกขยับขึ้นไปเล่นให้กับทีมชุดใหญ่เต็มตัว และลงสนามทั้งสิ้น 31 เกมในศีก ลีก้า โปร แถมซัดไปเน้นๆ 12 ประตู โดยในซีซั่นนั้นเองได้มีกองหลังนามว่า “เมาโร เบล็อตติ” อยู่ด้วย จึงทำให้ อันเดรีย มีชื่อเล่นว่า “เบล็อตติโน่” เพื่อสะดวกต่อการเรียกผู้เล่นทั้งสองคน

ปาแลร์โม่
ในวันที่ 2 กันยายน 2013 เขาย้ายไปเล่นให้กับสโมสร ปาแลร์โม่ ในฐานะนักเตะยืมตัว โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500,000 ยูโร (ประมาณ 19.1 ล้านบาท) และมีเงื่อนไขซื้อขาดอยู่ที่ 2.5 ล้านยูโร (ประมาณ 95.4 ล้านบาท) เบล็อตติ ลงสนามเปิดตัวให้กับทีมเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2013 ด้วยการเป็นตัวสำรองเปลี่ยนแทน ดาวิเด้ ดิ เกนนาโร่ ในเกมที่พบกับ บารี่

เบล็อตติ ซัดสกอร์แรกให้กับทีมในวันที่ 5 ตุลาคม 2013 ซึ่งเป็นการพบกับ เบรสชา และสามารถพาทีมเลื่อนสู่ลีกสูงสุดได้อีกด้วย เขาจบฤดูกาลด้วยการซัดไป 10 ประตูในลีก

เขาลงเล่นบนลีกสูงสุดครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2014 ในวัย 20 ปี โดยลงเล่นเป็นตัวสำรองลงสนามแทน เปาโล ดีบาล่า ในแมตช์ที่เปิดรังเสมอ ซามป์โดเรีย 1-1 หลังจากนั้น เบล็อตติ สามารถซัดสองประตูบน กัลโช่ เซเรีย อา จากการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมเยือน
นาโปลี 3-3 ซึ่งจบฤดูกาลนั้นเขาลงสนามทั้งสิ้น 38 เกม (ส่วนใหญ่เป็นสำรอง) และยิงได้ทั้งหมด 6 ประตู

โตริโน่
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2015 เขาได้ตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับสโมสร โตริโน่ ด้วยค่าตัวจำนวน 7.5 ล้านยูโร (ประมาณ 19.1 ล้านบาท) เบล็อตติประเดิมสกอร์แรกให้ทีมเอาชนะ โบโลญญ่า 2-0 จนกระทั่งจบฤดูกาล เขายิงไปทั้งสิ้น 12 ประตูจาก 35 เกมที่ลงเล่น โดยเป็นการซัด 7 ลูกในครึ่งซีซั่นหลัง
เบล็อตติ เริ่มต้นฤดูกาล 2016-17 ด้วยการประเดิมสกอร์ใส่ เอซี มิลาน แต่ทีมก็แพ้ไป 2-3 ซึ่งต่อมาในวันที่ 28 สิงหาคม 2016 เขาสามารถซัดแฮตทริคแรกในอาชีพการค้าแข้ง

จากเกมที่เปิดรังถล่ม โบโลญญ่า 5-1 จากผลงานการเล่นที่ยอดเยี่ยมทำให้สโมสรมอบรางวัล ด้วยการขยายสัญญาอยู่ยาวกับทีมไปถึงปี 2021 และตั้งค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 100 ล้านยูโร (ประมาณ 3,815 ล้านบาท) แถมต้องเป็นสโมสรนอกประเทศเท่านั้นถึงจะย้ายได้

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2017 เบล็อตติ ได้รับโอกาสสวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นครั้งแรกให้กับ ปาแลร์โม่ ซึ่งเขาสามารถทำแฮตทริคที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของ เซเรีย อา นับตั้งแต่ที่เคยทำไว้เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2000 (7 นาที 15 วินาที) ทุบสถิติของ อันเดรย์ เชฟเชนโก้

ต่อมาเขากลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่อายุต่ำกว่า 24 ปีและซัดไป 24 ประตูในฤดูกาลเดียว นับตั้งแต่ที่ เชฟเชนโก้ ทำไว้เมื่อปี 1999-00 เบล็อตติ จบซีซั่น 2016-17 ด้วยการซัด 26 ประตูในลีกและสองประตูใน โคปปา อิตาเลีย

เกียรติประวัติ
สโมสร ปาแลร์โม่ – แชมป์ เซเรีย บี : 2013-14

 

แหล่งที่มา   sport-idol