ฮัลร็อบสัน-คานู
Uncategorized

ฮัล ร็อบสัน-คานู Hal Robson-Kanu

ฮัล ร็อบสัน-คานู Hal Robson-Kanu นักเตะสโมสรฟุตบอลเวสต์บรอมมิขอัลเบียน

 

ฮัล ร็อบสัน-คานู นักฟุตบอล​ชาวเวลส์เชื้อสายไนจีเรีย ลงเล่นในตำแหน่งกองกลางหรือกองหน้า ปัจจุบันสังกัดสโมสรเวสต์บรอมมิช อัลเบียน ในพรีเมียร์ลีก

และเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลทีมชาติเวลส์​ชุดที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส​ วิกิพีเดีย
เกิดเมื่อ 21 พฤษภาคม 2532 (อายุ 30 ปี), Acton, ลอนดอน, สหราชอาณาจักร
ความสูง 1.85 ม น้ำหนัก 83 kg เริ่มเข้าสู่วงการ พ.ศ. 2550

 

ประวัติการค้าแข้ง

ร็อบสัน-คานู เกิดที่แอ็คตันในกรุงลอนดอน และเริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งกับ อาร์เซน่อล สมัยที่ยังเป็นนักเรียนด้วยวัย 10 ขวบ แต่หลังจากนั้น

ร็อบสัน-คานู ก็ถูกปล่อยตัวออกจากสโมสร ในวัย 15 ปี เขาได้ย้ายมาร่วมทัพ เร้ดดิ้ง ด้วยการชักชวนของ แบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอะคาเดมี่อยู่ในเวลานั้น

หลังจากผ่านการฝึกหัดจากอะคาเดมี่ ร็อบสัน-คานู เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ เร้ดดิ้ง ในเดือนกรกฎาคม 2007 ด้วยระยะเวลา 2 ปี และในที่สุด

เขาก็ได้โอกาสรับใช้ทีมชุดใหญ่ของ “เดอะ รอยัล” เป็นครั้งแรก ในรายการ พีซ คัพ ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการลงเตะกับ ริเวอร์ เพลท และ ชิมิซึ เอส-พัลส์

สำหรับเกมอย่างเป็นทางการนั้น ร็อบสัน-คานู กลับได้รับโอกาสลงสนามกับ เซาธ์เอนด์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรแรก ด้วยสัญญายืมตัวมาจาก เร้ดดิ้ง

ในฤดูกาล 2007-08 ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาในครึ่งหลังในนัดที่บุกเสมอ เลย์ตัน โอเรียนท์ 2-2 ต่อมา ร็อบสัน-คานู ก็ยิงประตูแรกในการค้าแข้งอาชีพให้กับตัวเองได้ในนัดที่พบกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์

ในฤดูกาล 2008-09 ร็อบสัน-คานู ถูกปล่อยตัวไปให้กับ เซาธ์เอนด์ ยูไนเต็ด ยืมตัวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขามีโอกาสลงสนามแค่ 6 นัด และทำประตูได้เพียงลูกเดียว หลังจากนั้นก็เป็น สวินดอน ทาวน์ ที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาในช่วงที่เหลือของฤดูกาลเพื่อขอยืมเขาไปเล่น

กว่าจะได้ลงสนามอย่างเป็นทางการในนามของ เร้ดดิ้ง สโมสรที่ปลุกปั้น ร็อบสัน-คานู มา เขาต้องรอถึงฤดูกาล 2009-10 เลยทีเดียว ซึ่งในฤดูกาลนี้ ร็อบสัน-คานู ได้รับโอกาสลงเล่นทั้งสิ้น 17 นัด แต่ไม่สามารถทำประตูได้เลย

ประตูแรกของ ร็อบสัน-คานู อย่างเป็นทางการให้กับ “เดอะ รอยัล” เป็นประตูจากศึกลีก คัพ ที่พบกับ นอร์ทแธมป์ตัน ในวันที่ 24 สิงหาคม 2010 ซึ่งในฤดูกาล 2010-11 นี้ เขาลงสนามช่วยทีมไปทั้งหมด 29 นัด และยิงได้ 5 ประตู

ต่อมาในฤดูกาล 2011-12 ร็อบสัน-คานู กลายเป็นกำลังสำคัญของทีม เมื่อมีโอกาสลงสนามถึง 36 นัด และยิงได้ 4 ประตู ช่วยให้ เร้ดดิ้ง เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

และในฤดูกาล 2012-13 ร็อบสัน-คานู ก็ยังคงได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ “เดอะ รอยัล” รอดพ้นการตกชั้นไปได้

ฤดูกาล 2013-14 เร้ดดิ้ง ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ในศึกแชมเปี้ยนชิพ ซึ่งในยุคนี้มี ไนเจล แอดกิ้นส์ เป็นผู้จัดการทีม แต่ ร็อบสัน-คานู ก็ยังคงได้รับความไว้วางใจเหมือนเดิม เมื่อได้ลงสนามถึง 36 นัดในทุกรายการ และยิงประตูได้ทั้งหมด 4 ลูก

ร็อบสัน-คานู เป็นตัวหลักของ “เดอะ รอยัล” มาโดยตลอด ทั้งในฤดูกาล 2014-15 และฤดูกาลล่าสุด (2015-16) แต่เขาอาจจะโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีนัก เมื่อลงสนามทั้งสองฤดูกาลรวมกันทังหมด 57 นัด

แต่ยิงประตูได้แค่ 4 ลูกเท่านั้น ทำให้ต้นสังกัดตัดสินใจไม่ยื่นสัญญาฉบับใหม่แก่เขา ดังนั้น ร็อบสัน-คานู จึงเป็นนักเตะไร้สังกัดมาถึงปัจจุบันนี้

สำหรับในระดับทีมชาติ ร็อบสัน-คานู ลงเล่นในนามทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่เขาเกิด ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2007 ในนัดที่ “สิงโตน้อย” พบกับทีมชาติเยอรมัน

ต่อมาในปี 2009 เขาก็ถูกเรียกไปติดทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในนัดที่พบกับ มอนเตเนโกร

แต่แล้วในปี 2010 ร็อบสัน-คานู ก็เลือกที่จะเปลี่ยนไปเล่นทีมชาติเวลส์ตามเชื้อสายของย่า เขาถูกเรียกติดทีม “มังกรแดง” รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ครั้งแรก ในนัดอุ่นเครื่องกับ ออสเตรีย เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2010 และเพียงแค่ 5 วันถัดมา ร็อบสัน-คานู ก็ได้รับโอกาสลงเล่นให้กับทีมชาติเวลส์ชุดใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนตัวลงมาแทน โรเบิร์ต เอิร์นชอว์

ในช่วงครึ่งหลังในนัดที่พ่ายแพ้ต่อ โครเอเชีย 0-2 ร็อบสัน-คานู ยิงประตูแรกในนามทีมชาติเวลส์ได้ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2013 ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป ที่บุกไปเอาชนะ สก็อตแลนด์ ได้ถึงถิ่น 2-1

ศูนย์หน้าวัย 27 ปี รายนี้ ประสบความสำเร็จพา เวลส์ ผ่านเข้าสู่ศึกยูโร 2016 ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในรอบคัดเลือก และในศึกยูโร 2016 รอบสุดท้ายนี้ ร็อบสัน-คานู ยิงประตูแรกให้กับตัวเขาเองได้ในนัดที่เฉือน สโลวาเกีย 2-1 ซึ่งเป็นนัดเปิดสนามของทีม “มังกรแดง” อีกด้วย

และล่าสุด ในศึกยูโร 2016 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ร็อบสัน-คานู ยิงประตูให้กับทีมชาติเวลส์ได้เป็นลูกที่สองของตัวเขาเอง และเป็นประตูที่สุดคลาสสิค หลังจากที่เขาล็อคบอลหลบ 3 กองหลังของเบลเยี่ยมด้วยท่า “ครัฟฟ์ เทิร์น” และยิงผ่านมือ ติบอร์ คูร์ตัวร์ เข้าไปแบบไม่พลาด ส่งผลให้ “มังกรแดง” บินผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ…

อันเดรีย เบล็อตติ
Uncategorized

อันเดรีย เบล็อตติ Andrea Belotti

อันเดรีย เบล็อตติ (เกิด 20 ธันวาคม 1993) สถานที่เกิด กัลซิเนเต้, ประเทศอิตาลี นักฟุตบอลอิตาเลี่ยน

ผู้ที่เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าให้กับสโมสร โตริโน่ และทีมชาติ อิตาลี เขามีชื่อเล่นว่า “อิล กัลโล่” หรือ “เจ้าไก่งวง” เบล็อตติ เริ่มต้นค้าแข้งกับทีม อัลบิโน่เลฟเฟ่ ก่อนจะย้ายไปซบ ปาแลร์โม่ และสามารถพาทีมคว้าแชมป์ เซเรีย บี ในฤดูกาล 2013-14 ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ถูกดึงตัวไปเล่นให้กับ โตริโน่ ในปี 2015

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

อัลบิโน่เลฟเฟ่

ก้าวแรกของเขาในฐานะนักฟุตบอล เริ่มต้นที่โรงเรียนวาทศิลป์แห่งกอร์ลาโก้ หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการทดสอบฝีเท้ากับ อตาลันต้า เบล็อตติ ได้ตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับ อัลบิโน่เลฟเฟ่ และถูกส่งให้ไปร่วมฝึกในระบบเยาวชนของสโมสร ต่อมาเขาได้รับโอกาสลงสนามเปิด

ตัวอย่างเป็นทางการกับชุดใหญ่ในฤดูกาล 2011-12 ซึ่งเขาสามารถยิงได้ 2 ประตูจาก 8 เกมที่ลงเล่นใน เซเรีย บี ขณะเดียวกันก็ควบตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมเยาวชนในซีซั่นนั้นด้วย
ในฤดูกาลต่อมา เขาก็ถูกขยับขึ้นไปเล่นให้กับทีมชุดใหญ่เต็มตัว และลงสนามทั้งสิ้น 31 เกมในศีก ลีก้า โปร แถมซัดไปเน้นๆ 12 ประตู โดยในซีซั่นนั้นเองได้มีกองหลังนามว่า “เมาโร เบล็อตติ” อยู่ด้วย จึงทำให้ อันเดรีย มีชื่อเล่นว่า “เบล็อตติโน่” เพื่อสะดวกต่อการเรียกผู้เล่นทั้งสองคน

ปาแลร์โม่
ในวันที่ 2 กันยายน 2013 เขาย้ายไปเล่นให้กับสโมสร ปาแลร์โม่ ในฐานะนักเตะยืมตัว โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500,000 ยูโร (ประมาณ 19.1 ล้านบาท) และมีเงื่อนไขซื้อขาดอยู่ที่ 2.5 ล้านยูโร (ประมาณ 95.4 ล้านบาท) เบล็อตติ ลงสนามเปิดตัวให้กับทีมเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2013 ด้วยการเป็นตัวสำรองเปลี่ยนแทน ดาวิเด้ ดิ เกนนาโร่ ในเกมที่พบกับ บารี่

เบล็อตติ ซัดสกอร์แรกให้กับทีมในวันที่ 5 ตุลาคม 2013 ซึ่งเป็นการพบกับ เบรสชา และสามารถพาทีมเลื่อนสู่ลีกสูงสุดได้อีกด้วย เขาจบฤดูกาลด้วยการซัดไป 10 ประตูในลีก

เขาลงเล่นบนลีกสูงสุดครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2014 ในวัย 20 ปี โดยลงเล่นเป็นตัวสำรองลงสนามแทน เปาโล ดีบาล่า ในแมตช์ที่เปิดรังเสมอ ซามป์โดเรีย 1-1 หลังจากนั้น เบล็อตติ สามารถซัดสองประตูบน กัลโช่ เซเรีย อา จากการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมเยือน
นาโปลี 3-3 ซึ่งจบฤดูกาลนั้นเขาลงสนามทั้งสิ้น 38 เกม (ส่วนใหญ่เป็นสำรอง) และยิงได้ทั้งหมด 6 ประตู

โตริโน่
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2015 เขาได้ตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับสโมสร โตริโน่ ด้วยค่าตัวจำนวน 7.5 ล้านยูโร (ประมาณ 19.1 ล้านบาท) เบล็อตติประเดิมสกอร์แรกให้ทีมเอาชนะ โบโลญญ่า 2-0 จนกระทั่งจบฤดูกาล เขายิงไปทั้งสิ้น 12 ประตูจาก 35 เกมที่ลงเล่น โดยเป็นการซัด 7 ลูกในครึ่งซีซั่นหลัง
เบล็อตติ เริ่มต้นฤดูกาล 2016-17 ด้วยการประเดิมสกอร์ใส่ เอซี มิลาน แต่ทีมก็แพ้ไป 2-3 ซึ่งต่อมาในวันที่ 28 สิงหาคม 2016 เขาสามารถซัดแฮตทริคแรกในอาชีพการค้าแข้ง

จากเกมที่เปิดรังถล่ม โบโลญญ่า 5-1 จากผลงานการเล่นที่ยอดเยี่ยมทำให้สโมสรมอบรางวัล ด้วยการขยายสัญญาอยู่ยาวกับทีมไปถึงปี 2021 และตั้งค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 100 ล้านยูโร (ประมาณ 3,815 ล้านบาท) แถมต้องเป็นสโมสรนอกประเทศเท่านั้นถึงจะย้ายได้

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2017 เบล็อตติ ได้รับโอกาสสวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นครั้งแรกให้กับ ปาแลร์โม่ ซึ่งเขาสามารถทำแฮตทริคที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของ เซเรีย อา นับตั้งแต่ที่เคยทำไว้เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2000 (7 นาที 15 วินาที) ทุบสถิติของ อันเดรย์ เชฟเชนโก้

ต่อมาเขากลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่อายุต่ำกว่า 24 ปีและซัดไป 24 ประตูในฤดูกาลเดียว นับตั้งแต่ที่ เชฟเชนโก้ ทำไว้เมื่อปี 1999-00 เบล็อตติ จบซีซั่น 2016-17 ด้วยการซัด 26 ประตูในลีกและสองประตูใน โคปปา อิตาเลีย

เกียรติประวัติ
สโมสร ปาแลร์โม่ – แชมป์ เซเรีย บี : 2013-14

 

แหล่งที่มา   sport-idol